การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ศูนย์เรียนรู้ชาวดิน อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น
ความเป็นมา
ศูนย์เรียนรู้ชาวดินเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน โดยมีกิจกรรมให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งที่เกี่ยวกับทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และทักษะวิชาการ ศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง ตำบลหว้าทอง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เกิดขึ้นหลังจากทีมวิจัยโครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อท้องถิ่น สกว. เข้าไปทำงานวิจัยกับชาวบ้านในช่วงปี 2547-2549 และได้มีแกนนำชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้เสริมศักยภาพผู้นำแบบที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)
ผู้นำเหล่านี้ได้ตระหนักถึงความขาดช่วงของผู้นำรุ่นใหม่ อันเนื่องมาจากเยาวชนคนหนุ่มสาวออกไปเรียนหนังสือนอกชุมชน ใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างกับพ่อแม่และชุมชน และคนเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องชุมชนของตนเองเลย ผู้นำกลุ่มนี้จึงได้คิดริเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนมากขึ้น โดยได้ประสานกับทีมวิจัยในการจัดกิจกรรมเพื่อเยาวชน และต่อมาได้ประสานกับโครงการยุวโพธิชน ในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เยาวชนสามารถนำธรรมมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน และมีการฝึกอบรมต่างๆ ให้กับเด็กเรื่อยมา
จนมาถึงปี 2550 โครงการยุวโพธิชน ได้จัดค่ายฤดูร้อนบ่มเพาะคุณธรรม ให้กับเด็กและเยาวชนในภาคอีสานจำนวน 30 คน ระยะเวลา 20 วัน ผู้ประสานงานโครงการฯ และชาวบ้านจึงได้คิดเรื่องการทำศูนย์เรียนรู้เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีศูนย์รวมในการพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านอาชีพ และการศึกษา เช่น มีห้องสมุด คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตที่เยาวชนและชาวบ้านสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ โดยมีชาวบ้านคนหนึ่งได้บริจาคที่ดินจำนวน 3 ไร่ 3 งาน อยู่ใกล้เขื่อนอุบลรัตน์ให้เป็นที่จัดสร้างศูนย์เรียนรู้ของเยาวชน ด้วยทุนที่มีจำกัด และเด็กในชุมชนนี้เองก็เคยทำบ้านดินขึ้นที่วัดหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่พบปะของเยาวชน จึงคิดว่าการก่อสร้างสถานที่ด้วยดินพวกเขาน่าจะทำได้ด้วยแรงงานของตนเอง และใช้งบประมาณน้อย ประกอบกับค่ายยุวโพธิชน เป็นค่ายที่เน้นให้เด็กได้ใช้แรงงานเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย “ศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน” จึงเกิดขึ้น
ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้ชาวดินมีห้องประชุม 1 หลัง ห้องสมุดหนึ่งหลัง (แต่ยังขาดหนังสือที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือบริจาคที่มักจะเป็นนิตยสาร) มีบ้านพัก 4 หลัง สามารถพักได้ 40 คน และมีห้องน้ำทั้งหมด 9 ห้อง
ศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน มีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและสมดุลทั้งใจ กาย สังคม และปัญญา ให้สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น เยาวชนมีอิสระที่จะเรียนในสิ่งที่เขาสนใจโดยไม่ละทิ้ง การคิด พูด อ่าน เขียน โดยมีรูปธรรมที่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านได้ในเรื่องปัจจัยสี่ เช่น การผลิตอาหารเอง การสร้างที่พักอาศัยเอง (บ้านดิน) เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค (อาหารเป็นยา) พร้อมกับสร้างเยาวชนต้นแบบในด้านการศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสิน แต่สามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ ต้นแบบในด้านการประกอบอาชีพในชุมชน และสามารถอยู่ในชุมชนได้บนวิถีชีวิตแบบพอเพียง เป็นต้นแบบของเยาวชนที่เรียนรู้และมีความสุขจากการสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น (หมอลำ) เป็นต้นแบบของเยาวชนที่เห็นคุณค่าและร่วมรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น เช่น ป่าชุมชนโคกห้วยบง และพวกเขาฝันถึงการเป็นแหล่งอาหารของชุมชนโดยใช้ตลาดชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนให้คนในท้องถิ่นหันมาบริโภคอาหารในท้องถิ่นมากขึ้น
นอกจากนี้ยังคาดหวังว่าศูนย์การเรียนรู้ชาวดินแห่งนี้จะเป็นสถานที่ฝึกอบรมให้กับเยาวชน และคนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนพร้อมๆ ไปกับการสร้างองค์ความรู้ในการทำงานเยาวชนควบคู่ไปด้วย
กิจกรรมที่เด็กและเยาวชนร่วมกันทำอยู่ตอนนี้คือ การเพาะเห็ดขายในชุมชน ซึ่งขายได้ดีมาก ทำให้พวกเด็กๆ มีความรับผิดชอบในการดูแล และมีความกล้าหาญในการเดินขายในชุมชน นอกจากนี้พวกเขาก็ปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงปลาดุก ไว้เป็นอาหารของครอบครัวด้วย พร้อมกับแบ่งพื้นที่ในบริเวณศูนย์การเรียนรู้เพื่อช่วยกันรับผิดชอบดูแล และหาความรู้จากต้นไม้ที่ตนเองรับผิดชอบ ทุกสิ้นเดือนจะมีการประชุมกันและเดินเยี่ยมพื้นที่ของเพื่อนพร้อมกับในความชื่นชมและข้อเสนอแนะในสิ่งที่ยังขาด เป็นต้น เยาวชนกลุ่มนี้ได้จัดค่ายฝึกอบรมการทำงานเป็นทีมให้กับเยาวชนด้วยกันเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในโรงเรียนโคกกลางวิทยา ในทุกบ่ายวันจันทร์ หรือในวันหยุด และร่วมเป็นทีมพี่เลี้ยงในการอบรมค่ายยุวโพธิชน ที่มีผู้เข้าร่วมจากภาคต่างๆ ของประเทศไทย บางคนก็ได้ไปช่วยค่ายอื่นๆ นอกชุมชนด้วย
มีพ่อแม่ของเด็กประมาณ 10 ครอบครัว ที่มาร่วมกิจกรรมกับลูกๆ พึงพอใจกับการเปลี่ยนแปลงของลูก ทั้งในด้านการคิด การพูดคุย และการปฏิบัติจริงหลังจากที่พวกเขามาร่วมกิจกรรมกับทางศูนย์การเรียนรู้ชาวดินอย่างต่อเนื่อง พวกเขาล้วนบอกว่า “หมดห่วงเมื่อลูกมาอยู่ที่นี่” เพราะในชุมชนมีร้านเกมถึง 2 ร้าน และมีโต๊ะสนุกเกอร์ที่ดึงเยาวชนเข้าไปมั่วสุมอย่างได้ผล ซึ่งทางศูนย์การเรียนรู้ชาวดินเองก็พยายามจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัยของเด็กที่จะดึงดูดไม่ให้พวกเขาไปสู่อบายมุข ขณะเดียวกันก็ทำงานด้านความคิดกับพ่อแม่ไปด้วย เพื่อให้ครอบครัวได้เรียนรู้ไปในทิศทางเดียวกัน
ปัจจุบัน มีครอบครัวของเยาวชนมาร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยการบันทึกค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และร่วมกันผลิตอาหารเพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างครัวเรือน และขายในตลาดชุมชน
สภาพปัญหาของพื้นที่นี้ก็เหมือนกับชนบทโดยทั่วไป ที่เยาวชนหลั่งไหลออกไปเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างเกือบทั้งหมด ยกเว้นเยาวชนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน และกำลังมุ่งหน้าสู่ถนนสายเดียวกันกับคนอื่นๆ การเรียนหนังสือของเยาวชนจึงไร้เป้าหมาย เพราะพวกเขาคิดว่าเรียนอย่างไรก็ต้องไปเป็นลูกจ้างในโรงงานหรือแรงงานก่อสร้างอยู่ดี ประกอบกับสภาพหนี้สินของพ่อแม่ทั้งที่เกิดจากการส่งลูกเรียน การประกอบอาชีพ และค่านิยมในการบริโภคที่เกินตัว ทำให้เยาวชนเหล่านี้ถูกเร่งเร้าเข้าสู่เมืองเพื่อหารายได้ช่วยครอบครัว จึงไม่มีเวลาสำหรับการเรียนรู้อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิต รวมถึงค่านิยมของพ่อแม่ในชนบทที่มักไม่ให้ลูกที่เรียนหนังสือได้ทำงานหนัก เพราะคาดหวังว่าเมื่อลูกจบการศึกษาจะได้อาชีพการงานที่ไม่ต้องใช้แรงงานเหมือนพ่อแม่ พ่อแม่จึงคิดว่าการทำงานเกษตรหรืองานที่ต้องใช้แรงไม่จำเป็นสำหรับลูกหลาน โดยหลงลืมกระบวนการใช้แรงงานที่เป็นเบ้าหลอมในการขัดเกลาและบ่มเพาะความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ดังเช่นที่ชุมชนในอดีตเคยมีมา
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัญหาหนักของการขยายกลุ่มเป้าหมายของที่นี่ เพราะแม้ทุกคนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของเยาวชนในศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน แต่หลายคนก็ยังรู้สึกเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะเข้ามาร่วมกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลานานในการฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น กิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ชาวดินจึงมุ่งไปที่การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้เยาวชนสามารถอยู่ในชุมชนได้อย่างมีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี จึงได้เกิดโครงการเล็กๆ 2 โครงการขึ้น ได้แก่ โครงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กในโรงเรียนบ้านโคกกลาง และโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีศักดา กับโอเล่เป็นแกนนำ และมีเยาวชนจากศูนย์เรียนรู้ชาวดินเป็นพี่เลี้ยงร่วมด้วย
ศูนย์เรียนรู้ชาวดินได้ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนมาประมาณ 3 ปี มีเยาวชนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่องจำนวน 15 คน และมี 2 คน คือ ศักดา และโอเล่ที่จบการศึกษาและต้องการอยู่ในชุมชนของตนเอง พร้อมกับการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ควบคู่กับการฝึกฝนตนเองในด้านทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้ไปด้วย
โครงงานคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทั้ง 2 คน และน้องๆ ศูนย์เรียนรู้ชาวดินใช้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง และทำกิจกรรมการเรียนรู้กับน้องๆ ในชุมชน
ฐานคิดในการทำโครงการ
จากประสบการณ์การทำงานเด็กและเยาวชนในชนบทของสถาบันยุวโพธิชนและศูนย์เรียนรู้ชาวดินพบว่า เด็กและเยาวชนในชุมชนชนบทปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่ไม่ได้แตกต่างจากเด็กในชุมชนเมืองมากนัก ด้วยกระแสสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ความสนใจของเด็กและเยาวชนในชนบทมุ่งไปที่ความทันสมัยตามกระแสสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร กิจกรรมเมื่อเวลาว่าง เช่น การเล่นเกม อินเทอร์เน็ต รวมถึงเป้าหมายในการศึกษาที่มุ่งการแข่งขันเพื่อให้ได้งานการดีๆ ทำ ซึ่งมักจะหมายถึงงานที่มีรายได้มากและสบายไม่ต้องเหนื่อยมาก
สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เด็กและเยาวชนขาดมิติของการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม และเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ขาดความมุ่งมั่นอดทน และขาดการรอคอย เด็กและเยาวชนเหล่านี้แม้จะอยู่ในชุมชนท้องถิ่น แต่ความสนใจที่พุ่งออกไปข้างนอกทำให้พวกเขาหลุดจากรากเหง้าที่ดีงามของชุมชน รวมถึงการขาดความสัมพันธ์กับคนและชุมชนรอบข้าง มีความเป็นปัจเจกชนสูง และความเชื่อมั่นในตนเอง เคารพตนเอง จึงมักจะเกิดจากภายนอก เช่น การแต่งกาย การมีข้าวของเครื่องใช้ที่ทันสมัย มีทรัพย์สิน หรือมีอำนาจ บารมีจากภายนอก
สถาบันยุวโพธิชนและศูนย์เรียนรู้ชาวดินตระหนักถึงสภาพปัญหานี้จึงได้ริเริ่มการขยายขอบเขตการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เข้าสู่โรงเรียนตามระบบ โดยเริ่มทำกับโรงเรียนในเขตเทศบาล ทำให้เราค้นพบว่า กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสามารถกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนค้นพบศักยภาพของตนเอง และมีเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และพัฒนาตนเอง ทางสถาบันฯ จึงได้ขยายขอบเขตงานสู่โรงเรียนในชนบท โดยเชื่อมโยงกับโรงเรียนโคกกลางวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับระดับประถมศึกษา และอยู่ใกล้ๆ กับศูนย์เรียนรู้ชาวดิน ซึ่งเป็นพื้นที่ในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในท้องถิ่น การประสานงานกับโรงเรียนโคกกลางวิทยาครั้งนี้มีเป้าหมายในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เยาวชนรู้จักตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง เคารพตนเอง ขณะเดียวกันก็รู้จักความรักความสัมพันธ์กับผู้อื่น เสริมสร้างทัศนคติของการเห็นความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ไม่ยึดเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง และมีจิตใจรับใช้สังคม โดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญ
กระบวนการเรียนรู้ครั้งนี้ได้เน้นให้เด็กและเยาวชนในชุมชนบ้านโคกกลางและโรงบ้านโคกกลางวิทยา ได้คิดและทำโครงงานที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อตนเอง ครอบครัวและชุมชน เพื่อเป็นเครื่องมือให้เด็กและเยาวชนมีแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่มีประโยชน์ เกิดความรักและภาคภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง พร้อมทั้งเป็นการพัฒนาความสามารถในการบริหารโครงการ การคิด ทำ เขียน พูดคุยแลกเปลี่ยน และการนำเสนอผลงานที่เกิดจากการลงมือทำ
แรงบันดาลใจ การก่อเกิด
การก่อเกิดโครงการนี้ เดิมทีเริ่มจาก ศักดา โอเล่ และปู (ครูอาสา) ได้ร่วมกันคิดกิจกรรมที่จะทำกับเด็กและเยาวชนในชุมชนของตนเองอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายกระบวนการเรียนรู้แบบที่พวกเขาได้ผ่านมา และคิดว่ามันเกิดประโยชน์และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตนเอง จึงอยากจะนำกระบวนการนี้สู่คนอื่นๆ ในชุมชนด้วย อีกทั้งอยากฝึกฝนทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้ของตนเองด้วย จึงได้คิดและทดลองจัดค่ายให้กับน้องๆ ในโรงเรียนจำนวน 2 วัน จากการจัดค่ายครั้งนั้นทำให้พวกเขามีความเชื่อมั่นว่า ตนเองน่าจะจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องกับน้องๆ ในโรงเรียนได้
และเมื่อมีโครงการคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน จากมูลนิธิสยามกัมมาจล และสรส. เข้ามา ทำให้พวกเขาคิดเชื่อมโยงกัน คือ ให้น้องๆ ได้คิดและทำโครงงาน และพี่ๆ ช่วยจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ให้ ทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นให้น้องทำโครงงาน และเป็นการถอดบทเรียนการทำโครงงานของเด็กด้วย แกนนำเยาวชนทั้ง 3 คน จึงได้ประสานกับคณะกรรมการศึกษาโรงเรียน และคณะครูเพื่อนำเสนอโครงการ และได้รับความเห็นชอบจากทั้งหมด การทำกิจกรรมจึงได้เริ่มขึ้น
ภาพฝัน หรือการเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็น
การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตนเอง แกนนำเยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดินที่ร่วมกันทำโครงการบอกว่า สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตนเองมากที่สุดคือ การมีความสามารถจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในชุมชนได้ ทำให้เด็กเรียนรู้และสนุกไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับครอบครัว สิ่งที่แกนนำเยาวชนอยากเห็นมาที่สุดเกี่ยวกับครอบครัว คือ ถึงแม้พ่อแม่จะมีความเข้าใจพวกเขามากขึ้นเกี่ยวกับการทำกิจกรรมกับศูนย์เรียนรู้ชาวดินอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ต้องการให้พ่อแม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา และต้องการทำประโยชน์ให้กับครอบครัวมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชุมชน แกนนำเยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดินได้ร่วมกันกำหนดภาพฝันเกี่ยวกับชุมชนว่า “สิ่งที่อยากเห็นจากโครงการนี้คือ เด็กๆ ในชุมชนมีกิจกรรมดีๆ ทำ แทนที่จะไปเล่นเกม เล่นการพนัน และอยากให้กิจกรรมที่พวกเขาทำนี้ ไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเรียนรู้ของพวกเขา กล่าวคือ ทำให้แด็กๆ รักและมีความสุขกับการอ่าน การคิด การเขียน และการพูดคุยแลกเปลี่ยน รวมถึงการแสวงหาความรู้ในรูปแบบอื่นๆ นอกจากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้แล้ว ก็ยังอยากให้กิจกรรมเหล่านี้เป็นตัวบ่มเพาะคุณธรรมและฝึกฝนตนเองตั้งแต่วัยเยาว์”
กระบวนการสร้างภาพฝัน
กระบวนการสร้างภาพฝันในการทำโครงการคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชนนี้เป็นการต่อยอดจากความต้องการเดิม ที่อยากขยายผลการเรียนรู้ของศูนย์เรียนรู้ชาวดินสู่เด็กๆ ในชุมชน กระบวนการทำงานจึงเน้นการมาร้อยประสานกับความต้องการของแกนนำเยาวชน
1) แกนนำเยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดินได้คิดกิจกรรมที่จะร่วมกันทำ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเอง และเป็นการฝึกฝนตนเองด้วย
2) ทดลองจัดค่ายให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนจำนวน 2 วัน ที่ศูนย์เรียนรู้ชาวดิน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของสิ่งที่พวกเขาคิด
3) ผู้อำนวยการสถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) ได้เยี่ยมพื้นที่ของศูนย์เรียนรู้ชาวดิน และรับฟังความฝันของเยาวชนที่นี่ จึงได้นำเสนอโครงการคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชนเข้ามาเพื่อให้เยาวชนที่นี่ได้ฝึกฝนทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับน้องๆ ในชุมชน
4) การร่างโครงการที่จะทำเสนอกับผู้ประสานงานศูนย์เรียนรู้ชาวดิน
5) ประสานคณะกรรมการสถานศึกษา คณะครู เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะทำกิจกรรม เมื่อทุกฝ่ายเห็นชอบจึงได้นำเสนอโครงการกับทางโรงเรียนเพื่อเริ่มดำเนินกิจกรรม
ปัจจัย เงื่อนไขที่จำเป็นที่จะทำให้โครงการสำเร็จ
1) แกนนำเยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดินมีความสนใจ และมีเวลาในการติดตามน้องๆ ให้ทำกิจกรรมอย่างใกล้ชิด
2) ผู้ปกครองให้การสนับสนุน และร่วมมือในการติดตามให้ลูกหลานทำกิจกรรม
3) คณะครูเห็นความสำคัญ ให้ความร่วมมือในการติดตาม และให้เวลาเด็กได้ทำกิจกรรม
4) ผู้นำ คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการสถานศึกษา ให้ความร่วมมือในการกระตุ้นเด็กให้ทำกิจกรรม
5) แกนนำเยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดินสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ได้สนุก น่าสนใจ และมีความต่อเนื่อง
6) เด็กๆ สมาชิกแต่ละโครงการให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
หลักคิดที่อยู่เบื้องหลัง
การจัดกระบวนการเรียนรู้ในโครงการคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชนนี้ ตั้งอยู่บนความเชื่อพื้นฐานที่ว่า เชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ (Humanistic Value) คือทัศนะที่เชื่อมั่นว่ามนุษย์มีศักยภาพที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีความจริง ความดี และความงามอยู่ในตน เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์พืชที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโต เมื่อมีเงื่อนไขต่างๆ พร้อมเมล็ดพันธุ์นั้นก็จะสามารถเติบโตขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางพุทธ เรื่องศักยภาพในการตื่นรู้หรือความเป็นพุทธะ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ การจัดกระบวนการเรียนรู้จึงมิใช่การ “สอน” แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้ศักยภาพภายในที่มีอยู่แล้วสามารถพัฒนาขึ้นได้ เป็นกระบวนการที่มุ่งสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเติบโตขึ้นจากภายใน แ
กระบวนทัศน์องค์รวม (Holistic paradigm) ก็เป็นปรัชญาพื้นฐานหนึ่งที่มองเห็นว่า ความจริงของธรรมชาติของสรรพสิ่งคือการเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ปฏิบัติต่อสรรพสิ่งอย่างไม่แยกส่วนจากชีวิต จึงไม่ยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ทัศนะนี้มีผลต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สมดุลระหว่างการเรียนรู้ภายในและภายนอก เน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างการเปลี่ยนแปลงตนเอง และเปลี่ยนแปลงโลก และมองเห็นความเชื่อมโยงของส่วนต่างๆ ที่เป็นฐานการเรียนรู้ของมนุษย์คือ กาย ใจ ความคิด และจิตวิญญาณ
ประสบการณ์เดิม ทุนเดิมที่มี
แกนนำเยาวชน แกนนำเยาวชนทั้งหมดที่ทำกิจกรรมนี้เป็นเยาวชนที่เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องกับศูนย์เรียนรู้ชาวดิน และเป็นเยาวชนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขาเหล่านี้ล้วนผ่านกระบวนการเรียนรู้ทั้งในด้านทักษะชีวิต ได้แก่ การทำงานเป็นทีม การพัฒนาภาวะผู้นำ ทั้งประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การรู้จักความรัก การรู้จักชุมชนและระบบนิเวศ การรู้จักความงาม การรู้เท่าทันสังคม เป็นต้น
นอกจากนี้แกนนำเยาวชนกลุ่มนี้ยังได้พัฒนาทักษะอาชีพให้กับตนเอง เช่น การทำเกษตร การทำตลาดชุมชน และการออมทรัพย์ เป็นต้น รวมถึงการทำกิจกรรมจิตอาสาทั้งในชุมชนและนอกชุมชน พวกเขาเหล่านี้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตนเองอย่างชัดเจน แม้การเปลี่ยนแปลงจะมีระดับที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนับจากจุดเริ่มต้นของแต่ละคน ก็ล้วนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ยกตัวอย่างแกนนำเยาวชนที่เข้าร่วมในโครงการนี้ ได้แก่
นายศักดา เหลาเกตุ เดิมศักดาเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ด้วยบุคลิกที่เป็นคนเงียบๆ จึงไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก โดยเฉพาะเพื่อนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมากกว่า ก่อนเข้าร่วมกระบวนการศักดาบอกว่า ตนเองเป็นคนที่ไม่ค่อยจะแบ่งปันอะไรกับใคร โดยเฉพาะความรู้ มักจะไม่บอกใคร แต่เมื่อเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้แล้ว ศักดามีเพื่อนทั้งในชุมชนและนอกชุมชนมากขึ้น รู้จักตนเองมากขึ้น เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น และมีความมั่นใจในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น และเกิดการแบ่งปันความรู้กับผู้อื่นมากขึ้น ศักดาเปลี่ยนจากคนที่คิดมากและจับจดมาเป็นคนที่ลงมือทำมากขึ้น เมื่อได้พัฒนาทักษะกระบวนกรก็ทำให้ศักดาสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้อื่นได้มากขึ้น และค้นพบศักยภาพของตนเองในด้านนี้ โดยเฉพาะการนำสันทนาการ และเห็นความต้องการของตนเองที่ชัดเจนมากขึ้นในการที่จะอยู่ในชุมชนของตนเองบนฐานงานเกษตรกรรมที่ครอบครัวปูฐานไว้ให้
นางสาววรรินทร์ โสภาพ (โอ๋) เดิมโอ๋ก็จะเป็นคนที่ชอบอยู่แต่ในบ้าน จะออกนอกบ้านเมื่อต้องไปโรงเรียน โอ๋เล่าว่า คนในชุมชนแทบจะไม่รู้จักโอ๋เสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ โอ๋ก็มีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น เห็นความสัมพันธ์ของตนเองกับคนอื่น รู้จักตนเองมากขึ้น เห็นอารมณ์โกรธ ฉุนเฉียวของตนเองที่เป็นอุปสรรคต่อการสัมพันธ์กับคนอื่น เมื่อโอ๋เห็นตรงนี้ก็พยายามปรับในหลายวิธีการ เช่น เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้กับผู้อื่น รับฟังเสียงสะท้อนจากเพื่อน รวมถึงการสนใจการภาวนาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภายในให้กับตนเอง โอ๋พยายามที่จะค้นหาความถนัดความชอบของตนเองในหลากหลายรูปแบบ สิ่งหนึ่งที่โอ๋ค้นพบตนเองคือ การค้าขาย ที่ทำได้ดีและมีความสุข โอ๋เลือกที่จะอยู่ในชุมชนเช่นเดียวกับศักดา และเลือกที่จะเรียนมหาวิทยาเปิดอย่างมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อลดค่าใช้จ่ายพ่อแม่ และตนเองก็ได้อยู่ในชุมชนด้วย
นางสาวเอื้องฟ้า วงษ์พิมพ์ (หน่อง) เป็นลูกสาวของพระเอกและนางเอกหมอลำ พ่อและแม่ของหน่องสนใจการทำงานกับเยาวชน และได้บริจาคที่ดินให้กับเยาวชนเพื่อสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ หน่องเองก็สนใจและเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้มาโดยตลอดตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา หน่องเป็นเด็กที่เรียนดี ผลการเรียนอยู่ในอันดับต้นๆ ของโรงเรียนประจำอำเภอ ขณะเดียวกันหน่องก็สนใจเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้โดยตลอด และสนใจการทำงานเพื่อสังคม แม้จะแลดูเป็นคนเงียบๆ แต่หน่องก็กล้าแสดงออก โดยเฉพาะการสืบทอดการร้องหมอลำจากพ่อแม่ และมีความรับผิดชอบอย่างยิ่งต่อกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์เรียนรู้
สมาชิก สมาชิกของโครงการนี้เดิมทีได้ใช้วิธีการนำนักเรียนที่กำลังเรียนชั้น ป.4-ป.6 โรงเรียนโคกกลางวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนในชุมชนที่ศูนย์เรียนรู้ชาวดินตั้งอยู่มีสมาชิกทั้งสิ้นจำนวน 55 คน การเลือกเช่นนี้เพื่อความสะดวกในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ เนื่องจากทางศูนย์เรียนรู้ฯ ได้ประสานกับทางโรงเรียน ขอจัดกระบวนการเรียนรู้เสริมให้กับเด็กนักเรียนในบ่ายวันจันทร์ของทุกสัปดาห์
แต่เมื่อทำไปสักระยะ มีเด็กที่ไม่ได้สนใจการทำกิจกรรมเท่าใดนัก อีกทั้งครูก็มักจะไม่ให้เวลาตามที่ขอ และมักจะดึงเด็กไปทำกิจกรรมอื่นๆ ในช่วงเวลานั้น ทำให้เด็กเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ได้น้อย ทางแกนนำเยาวชนจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นการจัดกระบวนการทุกวันอาทิตย์ และเปิดกว้างสำหรับเด็กที่สนใจจริง รวมทั้งเด็กในชุมชนที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนนี้ และเด็กที่อยู่ในชั้นอื่นๆ เข้าร่วมด้วย ทำให้กิจกรรมสามารถดำเนินไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น
ผู้ใหญ่ในชุมชน ผู้นำชุมชนและคณะกรรมการสถานศึกษา บุคคลเหล่านี้ค่อนข้างศรัทธาและให้
ความร่วมมือกับการทำงานของศูนย์เรียนรู้ชาวดิน อีกทั้งส่วนหนึ่งเคยผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบที่เยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดินมาบ้างแล้ว ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการรูปแบบนี้ และพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่มีพลังมากพอที่จะลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีเอง แต่ถ้าชวนทำพวกเขาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ หลังจากที่เด็กและเยาวชนทำกิจกรรมได้สักระยะ ศูนย์เรียนรู้ชาวดินได้นัดประชุมผู้นำและผู้ปกครองเพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์เด็กและเยาวชนในชุมชน พร้อมทั้งได้เล่าการทำโครงงานฯ ให้ฟัง พวกเขาให้ความสนใจ และขอขยายทำทั้งชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมออมวันละบาท พวกเขาได้เสนอตนเองในการทำกระบอกไม้ไผ่ออมสินแจกผู้ที่สนใจเข้าร่วมกระบวนการ โครงงานจึงสมาชิกเพิ่มอีกนับร้อยจากคนในชุมชน
คณะครูและผู้บริหารสถานศึกษา เหตุด้วยโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเล็กๆ นักเรียนส่วนหนึ่งก็ไปเรียนโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมือง ทำให้ครูขาดความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมที่นอกเหนือจากการเรียนการสอนปกติ จะให้ความสนใจอยู่บ้างกับการแข่งขันกีฬา แม้ผู้อำนวยการเองจะมีวิสัยทัศน์ แต่ด้วยบุคลิกที่ไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง ทำให้ไม่สามารถดึงความร่วมมือกับครูได้ ประกอบกับครูที่เป็นคนในชุมชนเองก็มีประเด็นความไม่พอใจผู้นำชุมชนในเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ญาติของตนเองไม่ได้รับเลือกตั้ง จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมนี้ที่มีผู้นำกลุ่มนี้เข้ามามีส่วนร่วม และเกิดการหวาดระแวงว่าศูนย์เรียนรู้ฯ ทำไปเพียงเพื่อหวังงบประมาณเท่านั้น โครงการนี้จึงไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากครู
กระบวนการ/วิธีการรวมกลุ่ม และคัดเลือกสมาชิกกลุ่ม
จากความสนใจเดิมของแกนนำเยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดิน ที่ต้องการขยายผลการเรียนรู้ของตนเองสู่น้องๆ ในชุมชน และได้นำเสนอเรื่องกับทางคณะครูและคณะกรรมการสถานศึกษา จึงได้เสนอให้ทำเป็นชั้นเรียนเพื่อให้สามารถจัดสรรเวลาได้ง่ายขึ้น และถือเป็นการสอนเสริมในด้านทักษะชีวิตให้กับนักเรียนไปด้วย โครงการของศูนย์เรียนรู้ชาวดินจึงเริ่มด้วยการให้เด็กทุกคนในชั้น ป.4-ป.5 ได้ทำโครงงานคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน
หลังจากการดำเนินโครงการผ่านไปได้ประมาณเดือนกว่า ที่แกนนำเยาวชนเข้าไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กชั้น ป.4-ป.5 ในทุกบ่ายวันจันทร์ ปรากฏว่า ครูไม่ค่อยให้เวลาตามที่ตกลง หรือบางทีก็ไม่ได้รวมกลุ่มเด็กให้ ทำให้เด็กกลับบ้านก่อน ส่วนเด็กเองเมื่อพี่เลี้ยงนัดทำโครงงานในวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ค่อยมา เพราะติดดูโทรทัศน์ แม้พี่เลี้ยงจะไปตามถึงบ้านก็ตาม
จากนั้น แกนนำเยาวชนและพี่เลี้ยงกลุ่มจึงได้ปรึกษาหารือกัน และปรับโครงการโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ทุกวันอาทิตย์โดยเรียนรู้ในช่วงเช้า และทำกิจกรรมจิตอาสาในช่วงบ่าย และเปิดให้ใครก็ได้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม จึงมีเด็กที่เหลืออยู่ประมาณ 30 คน ที่เข้าร่วมกระบวนการอย่างต่อเนื่อง
วิธีการในการเลือกเรื่องหรือเลือกกิจกรรม
การเลือกเรื่องหรือเลือกกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ชาวดินเลือกใช้วิธีการจัดค่าย ด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ อย่างแรกเป็นเด็กที่ระบุชั้นว่าต้องทำด้วยกันหมด และเป็นเด็กเล็กในระดับประถมศึกษา จึงจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการช่วยให้เด็กได้คิดร่วมกัน และตัดสินใจร่วมกัน
กระบวนการที่ใช้คือ การจัดค่ายโครงงานคิดสร้างสรรค์ ทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน จำนวน 2 วัน ในกระบวนการวันแรกได้เน้นที่เรื่องการสร้างความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มก่อน จากนั้นได้ใช้กิจกรรมสมดุลแห่งชีวิต โดยให้เด็กได้พูดถึงความสุขของตนเองก่อนว่า “ความสุขของตนเองคืออะไร” จากนั้นกระบวนกรก็แบ่งความสุขของชีวิตออกเป็น 4 ด้านใหญ่ คือ ความสุขด้านกาย (การมีสุขภาพที่ดี) ความสุขด้านจิตใจ ความสุขด้านสังคม และความสุขด้านปัญญา (การแสวงหาความรู้ในรูปแบบต่างๆ) โดยใช้กราฟเส้นในการแบ่งความสุขออกเป็น 4 ด้าน
จากนั้นก็เด็กช่วยกันระดมว่า กิจกรรมที่ช่วยให้เกิดความสุขในแต่ละด้านมีเรื่องอะไรบ้าง เช่น
กิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพทางกาย ได้แก่ กินอาหารครบ 5 หมู่ / ออกกำลังกาย / พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนดึก / กินอาหารตรงเวลา ครบ 3 มื้อ / ดื่มนมทุกเช้า / ปลูกผักกินเอง / ไม่ดื่มน้ำอัดลม / ลดการกินขนม / ไม่กินของหมักดอง / ไม่กินอาหารที่มีรสเค็ม หรือเผ็ดจัด / อาบน้ำแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง / ไม่กินผงชูรสมากเกินไป / ลดการกินขนมถุง / กินผักและผลไม้
กิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพทางสังคม แบ่งขนมให้เพื่อน / ช่วยเหลือเพื่อน / ทำงานช่วยพ่อแม่ / ให้เพื่อนยืมยางลบ / ไม่หยิบของ ของคนอื่นก่อนได้รับอนุญาต / ช่วยเพื่อน ครูทำงานในห้อง / ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน / ช่วยกันทำงาน / พัฒนาหมู่บ้าน เช่น เก็บขยะ / ทำความสะอาดวัด และศาลากลางบ้าน / ไม่ด่าพ่อแม่ ไม่พูดขึ้นเสียงกับพ่อแม่ / ไม่ขโมยของเพื่อน / ไม่นินทาครู / ขอโทษเพื่อนเมื่อทำผิด / ไม่เยาะเย้ยเพื่อน / ไม่โกหก / ไม่ทะเลาะกับพี่ น้อง / ไม่ตีน้อง / ทำป้ายจราจรในหมู่บ้าน
กิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพทางใจ ใส่บาตรตอนเช้า / ไปทำบุญที่วัด / พูดเพราะๆ กับทุกคน / เล่นกับเพื่อน ไม่แกล้งเพื่อน ไม่ทะเลาะกัน / ไปวัด รับศีลฟังเทศน์ / นั่งสมาธิ / สวดมนต์ แผ่เมตตา / เก็บขยะที่บ้านและโรงเรียน / ทำวัตรทุกวันพระ / กวาดขยะที่วัด / กวาดถนน เก็บขยะในชุมชน / ทำจิตใจให้ร่าเริง ผ่องใส ไม่ทำหน้าบึ้ง ไม่เครียด / ไม่โกรธเพื่อน ให้อภัยเพื่อน / ฟังเพลง / ไหว้พระก่อนนอน
กิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพทางปัญญา อ่านหนังสือนอกเวลา / ทำการบ้าน / ไปโรงเรียนทุกวัน / ตั้งใจเรียน / ดูรายการที่มีสาระ / ทำการบ้านส่งครูทุกวัน / ไม่ดูละครมากเกินไป / อ่านหนังสือเวลาว่าง เล่นกีฬา / ถาม พูดคุยกับคนอื่นในเรื่องที่เราอยากรู้ เช่น เรื่องการบ้าน / ลดการดูทีวีแล้วมาอ่านหนังสือ
เมื่อเด็กๆ ระดมเสร็จแล้ว กระบวนกรก็ให้พวกเขาลองประเมินความสุขในแต่ละด้านของตนเองว่าอยู่ในระดับไหน โดยใช้เส้นกราฟในการประเมิน พร้อมกับให้โจทย์ว่า ตนเองสนใจที่จะพัฒนาความสุขของตนเองในด้านไหน
จากนั้นก็แบ่งเด็กออกเป็น 8 กลุ่ม คละกันระหว่างชั้น ป.4-ป.6 แต่ละกลุ่มก็จะมีแกนนำเยาวชนศูนย์เรียนรู้ชาวดินร่วมเป็นพี่เลี้ยงและเป็นสมาชิกกลุ่มด้วย แล้วให้พี่เลี้ยงชวนน้องในกลุ่มคุยและเลือกกิจกรรมที่ตนเองสนใจจะทำ ทั้งเพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชนร่วมกัน
กิจกรรมโครงงานคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชนของเด็กๆ ที่นี่จึง แบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสมาชิก 8-9 คน กิจกรรมของกลุ่มก็จะมีดังนี้
ตารางสรุปโครงงานของเด็กนักเรียนโคกกลางวิทยาและศูนย์เรียนรู้ชาวดิน
|
ชื่อกลุ่ม
|
โครงงานที่ทำเพื่อตนเอง
|
กิจกรรมที่ทำเพื่อครอบครัว
|
กิจกรรมที่ทำเพื่อชุมชน
|
|
กลุ่มมันต้องถอน (พี่เลี้ยงกลุ่ม : โอ๋) จำนวนสมาชิก 8 คน
|
ตักบาตรทุกเช้า
|
ลดการทะเลาะและพูดคำหยาบคายเพื่อความเป็นสุขในครอบครัว
|
โรงเรียนปลอดขยะ
|
|
กลุ่มพลังรักโลก (พี่เลี้ยงกลุ่ม:ก็อต)
|
อ่านหนังสือทุกวัน
|
ซักผ้าให้คนในครอบครัว
|
ทำความสะอาดสถานที่สำคัญของหมู่บ้าน
|
|
กลุ่มสิงโต (พี่เลี้ยงกลุ่ม:ลักษณ์)
|
ลดการกินน้ำอัดลม
|
ทำงานบ้าน 3 อย่างขึ้นไป
|
เก็บมูลสัตว์ตามถนนไปใส่ต้นไม้ที่วัด
|
|
กลุ่มโมเดิร์นด็อก (พี่เลี้ยงกลุ่ม : ศักดา)
|
ออมเงินวันละบาท
|
ปลูกผักกินเองในครอบครัว
|
เขียนป้ายจราจร
|
|
กลุ่มรักความสะอาด (พี่เลี้ยงกลุ่ม:หน่อง)
|
ฝึกสติด้วยการนั่งสมาธิ
|
ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
|
จิตอาสากับเด็กรุ่นใหม่
|
|
กลุ่มฟ้าใส (พี่เลี้ยงกลุ่ม:หลิน, นา)
|
ออมเงินเศษสามส่วนหนึ่งของเงินที่ไปโรงเรียน
|
ปลูกผักสวนครัวไว้กินในบ้าน
|
ไปวัดทุกวันเสาร์พร้อมบำเพ็ญประโยชน์
|
|
กลุ่มเยาวชน (พี่เลี้ยงกลุ่มโจโจ้, กอล์ฟ)
|
ลดการใช้เงินไปโรงเรียน
|
ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายครัวเรือน
|
สอนน้องอ่านหนังสือ
|
|
กลุ่มสามัคคี (พี่เลี้ยงกลุ่ม : ปริม)
|
ใส่ใจตนเองด้วยการลดการกินขนมถุง
|
ออมเงินคนละสอง วันละรอบ (ทุกคนในครอบครัว)
|
ให้ความรู้ธรรมมะและยาเสพติดผ่านหอกระจายข่าวหมู่บ้าน
|
|
โครงงานครอบครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
ศักดา (ผู้ประสานงานโครงการ)
สมาชิกจำนวน 5 ครอบครัว
|
· แกนนำเยาวชนและครอบครัวมีความรู้เชิงลึกในแต่ละกิจกรรม ได้แก่ การเลี้ยงปลา, การเลี้ยงเป็ดไข่, การเลี้ยงไก่บ้าน, การเลี้ยงเป็ด, การปลูกผัก และการปลูกไผ่
|
· ครอบครัวมีอาหารปลอดภัยรับประทาน
· ครอบครัวสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และมีรายได้จากการขายผลผลิต
· เครือข่ายครอบครัวมีการแลกเปลี่ยนความรู้และอาหารกันสม่ำเสมอ
|
· มีรูปธรรมในด้านการผลิตเพื่อเป็นต้นแบบกับผู้อื่นในชุมชนได้
· มีแหล่งเรียนรู้การเกษตรในชุมชน
· มีผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารให้กับคนในชุมชน
· ชุมชนได้รับประทานอาหารปลอดภัยจากตลาดชุมชน
|
ขั้นตอนการทำกิจกรรม
หลังจากเด็กๆ ทั้ง 8 กลุ่มได้กิจกรรมที่จะทำกันแล้ว การดำเนินงานก็เริ่มต้นไปพร้อมๆ กัน โดยใช้การจัดกระบวนการเรียนรู้คู่ขนานไปในทุกสัปดาห์ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (พฤศจิกายน 2554-กุมพันธ์ 2553) และค่ายเสริมศักยภาพอีก 2 ครั้ง ส่วนกิจกรรมของแต่ละกลุ่มเป็นกิจกรรมที่ต้องทำทุกวัน เช่น การออมทรัพย์ กิจกรรมที่ต้องเพื่อครอบครัวบางกิจกรรมต้องทำทุกวัน บางกิจกรรม 2-3 วัน/ครั้ง และกิจกรรมที่ทำเพื่อชุมชนพวกเขาจะนัดหมายมาทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง รายละเอียดดังนี้
ทำจดหมายถึงผู้ปกครอง
แกนนำเยาวชนได้ทำจดหมายชี้แจงการทำกิจกรรมของเด็กๆ ให้ผู้ปกครองทราบ ระบุถึงวัตถุประสงค์ กิจกรรมที่เด็กเลือกทำ ผลที่จะได้จากการทำกิจกรรม และสิ่งที่ต้องการความร่วมมือจากผู้ปกครอง พี่เลี้ยงกลุ่มเป็นคนนำไปให้ผู้ปกครอง พร้อมกับการอธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจด้วย แต่บางครอบครัว พ่อแม่ก็ไม่อยู่ทำให้ไม่ได้สื่อสารในรายละเอียดด้วย
ประชุมผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนเพื่อรายงานความก้าวหน้าและขอความร่วมมือ
การประชุมผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนครั้งนี้จัดขึ้นหลังจากเริ่มโครงการไปแล้ว 1 เดือน เพื่อรายงานความก้าวหน้ากิจกรรมที่เด็กทำ และรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองว่าต้องการเห็นเด็กในชุมชนเป็นอย่างไร ผู้ปกครองค่อนข้างพอใจกิจกรรมที่เด็กทำ และเห็นว่าควรทำทั้งชุมชน ไม่ใช่แค่เด็กชั้น ป.4-ป.5 เท่านั้น พวกเขาจึงเลือกกิจกรรมออมทรัพย์วันละบาทให้เด็กทุกคนในชุมชนได้ทำ พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการติดตามดูแลเด็กในชุมชนของตนเอง
กิจกรรมเฉพาะกลุ่ม
กิจกรรมเฉพาะกลุ่มมีทั้งหมด 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะมีกิจกรรมอย่างน้อย 3 อย่าง คือ
1) กิจกรรมที่ทำเพื่อตนเอง จะเป็นกิจกรรมที่ต้องทำด้วยตัวเองทุกวันและใช้ระยะเวลาสั้นๆ เพื่อฝึกให้ติดเป็นนิสัย ได้แก่ ตักบาตรทุกเช้า, อ่านหนังสือทุกวัน, ลดการกินน้ำอัดลม, ออมเงินวันละบาท, ฝึกสติด้วยการนั่งสมาธิ, ออมเงินเศษสามส่วนหนึ่งของเงินที่ไปโรงเรียน, ลดการใช้เงินไปโรงเรียน และใส่ใจตนเองด้วยการลดการกินขนมถุง
กิจกรรมเหล่านี้เราพบว่า กลุ่มไหนที่มีพี่เลี้ยงที่คอยติดตามใกล้ชิด พี่เลี้ยงทำด้วย ประกอบกับพ่อแม่ใส่ใจลูก ติดตามให้ลูกทำสม่ำเสมอ กิจกรรมนั้นจะไปได้ดี จะสังเกตเห็นได้ว่า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่ทำได้ยาก เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ต้องฝึกฝืนความเคยชิน ฝืนความสุขระยะสั้นๆ ของพวกเขา การจะฝึกฝืนได้จึงต้องอาศัยคนคอยติดตาม และการชื่นชมให้กำลังใจ
2) กิจกรรมที่ทำเพื่อครอบครัว จะเป็นกิจกรรมที่เน้นการทำประโยชน์เพื่อครอบครัวโดยตรง บางกิจกรรมอาจต้องทำทุกวัน บางกิจกรรมอาจทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ได้แก่ ลดการทะเลาะและพูดคำหยาบคายเพื่อความเป็นสุขในครอบครัว, ซักผ้าให้คนในครอบครัว, ทำงานบ้าน 3 อย่างขึ้นไป, ปลูกผักกินเองในครอบครัว, ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน, ปลูกผักสวนครัวไว้กินในบ้าน, ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายครัวเรือน และออมเงินคนละสอง วันละรอบ
กิจกรรมที่ทำเพื่อครอบครัวนี้เราพบว่า เด็กๆ ทำน้อยที่สุด เพราะครอบครัวก็ไม่ค่อยใส่ใจหรือเรียกร้องให้ลูกหลานทำอะไรให้มากนัก ส่วนใหญ่ก็คิดว่า “ใช้มันแล้วมันไม่ทำ ก็ช่างหัวมัน ขี้เกียจพูด” หรือพ่อแม่บางส่วนก็ต้องการให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว และคิดว่า “มันไปเรียนให้ก็บุญแล้ว อย่าไปฝืนอะไรมันอีกเลย”
3) กิจกรรมที่ทำเพื่อชุมชน จะเป็นกิจกรรมจิตอาสา ที่เน้นการทำประโยชน์เพื่อชุมชนของตนเอง ได้แก่ โรงเรียนปลอดขยะ, ทำความสะอาดสถานที่สำคัญของหมู่บ้าน, เก็บมูลสัตว์ตามถนนไปใส่ต้นไม้ที่วัด, เขียนป้ายจราจร, จิตอาสากับเด็กรุ่นใหม่, ไปวัดทุกวันเสาร์พร้อมบำเพ็ญประโยชน์, สอนน้องอ่านหนังสือ, และกิจกรรมให้ความรู้ธรรมมะและยาเสพติดผ่านหอกระจายข่าวหมู่บ้าน
กิจกรรมจิตอาสานี้เราพบว่า เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชอบทำมากที่สุด อาจเนื่องจากการได้ทำพร้อมๆ กันกับเพื่อนหลายๆ คนแล้วสนุกไปด้วยกัน และเป็นกิจกรรมที่ทำหลังจากกิจกรรมการเรียนรู้ในวันอาทิตย์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน
กิจกรรมการเรียนรู้ประจำสัปดาห์
กิจกรรมการเรียนรู้ประจำสัปดาห์ เป็นกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ฝึกทักษะการสังเกต การอ่าน การเขียน และการพูด ผ่านกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละสัปดาห์ พี่เลี้ยงเน้นการทำกิจกรรมเหล่านี้ ด้วยเหตุที่ว่าพอทำกิจกรรมผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็พบว่าน้องๆ คนที่ไม่อยากมาเรียนเพราะเขาอายที่เขียน อ่าน และพูดไม่ได้ โรงเรียนในระบบเองก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจกับเด็กเหล่านี้มากนัก พวกเขาจึงคิดว่า เป็นความจำเป็นที่จะต้องเสริมศักยภาพด้านนี้ให้กับเด็กๆ
ค่ายเสริมศักยภาพ
ค่ายเสริมศักยภาพได้จัดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกคือค่ายโครงงานสร้างสรรค์ ทำดีเพื่อตนเอง เพื่อครอบครัว และเพื่อชุมชน เป็นค่ายที่มีวัตถุประสงค์ให้เด็กได้คิดโครงงานของตนเองร่วมกัน จากนั้นก็ให้พี่เลี้ยงประจำกลุ่มเป็นคนร่างโครงการ (อ่านรายละเอียดจากข้อ 2.4)
ค่ายเสริมศักยภาพครั้งที่ 2 มีจำนวนเด็กทั้งหมดที่คาดว่าจะมาเข้าร่วมกิจกรรม คือ 52 คน โดยเริ่มจากการทำภาวนาสั้นๆ ให้เด็กได้เข้าสู่ความสงบเพื่อพร้อมที่จะทำ
วันแรกเริ่มด้วยการ แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ด้วยการนับ 1 – 3 แล้วบอกกติกา จากนั้นเป็นกิจกรรมการเล่าเรื่องรอบวง โดยเล่าให้เป็นเรื่องเดียวกัน กิจกรรมนี้ต้องการให้เด็กได้ฝึกการฟัง ได้คิดและใช้จินตนาการในการเล่าเรื่อง การให้ทุกคนได้เล่าทำให้เด็กมีความจดจ่อกับกลุ่มพอสมควร สนุกกับการได้เล่า และคอยฟังว่าคนอื่นจะเล่าให้เรื่องราวออกมาเป็นอย่างไร
กิจกรรมสร้างหอคอย เนื่องจากเห็นว่าเด็กค่อนข้างแบ่งแยกกันเป็นกลุ่ม และเวลาแยกเด็กเข้ากลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน เด็กก็จะไม่ค่อยอยากทำกิจกรรม แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ด้วยการนับ 1 – 3 แล้วบอกกติกา พร้อมแจกอุปกรณ์ คือ กระดาษ 2 แผ่น ไม้ 3 ก้าน และสก็อตเทป จากนั้นให้เวลาทำ 30 นาที พอให้ลงมือเด็กก็เริ่มทำทันที ในการทำงานร่วมกันนั้น ในกลุ่มทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็น มีความคิดเห็นขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็ทำงานร่วมกันได้ ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยมีการวางแผน พอลองทำแล้วมันไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ก็จะเริ่มหันไปมองกลุ่มอื่นว่าทำไปถึงไหนแล้ว มีกลุ่มที่ใช้กระดาษแผ่นหนึ่งพับเป็นเรือ อีกแผ่นหนึ่งม้วนแล้วเสียบไว้กลางเรือ กลุ่มอื่นเห็นว่าได้ผล สุดท้ายหอคอยของทั้ง 3 กลุ่มจึงออกมาเป็นเรือรบที่มีปืนใหญ่เหมือนกันหมด พอถึงเวลาทดสอบปรากฏว่าหอคอยล้มหมดทุกกลุ่ม
บรรยากาศการทำกิจกรรมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ สนุกสนาน ในแง่หนึ่งเป็นเรื่องดีที่หอคอยล้มหมดทุกกลุ่ม เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ค่อนข้างติดเรื่องการแข่งขันกัน ถ้ามีกลุ่มใดที่ไม่ล้มเด็กจะมองเป็นเรื่องแพ้ชนะทันที แล้วก็จะมีคนที่รู้สึกว่าตัวเองชนะก็จะมีการเยาะเย้ยกัน ถึงแม้พี่เลี้ยงจะพยายามย้ำเสมอว่าการทำกิจกรรมไม่มีการแข่งขัน
กิจกรรมจิตอาสาเพื่อชุมชน ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมจิตอาสาเพื่อชุมชนโดยแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม แล้วให้แต่ละกลุ่มได้ช่วยกันคิดว่าอยากจะบำเพ็ญประโยชน์อะไรภายในบริเวณวัด กิจกรรมนี้ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานตั้งแต่การคิด วางแผนร่วมกันการลงมือทำ การสรุปการเรียนรู้ร่วมกัน การจดบันทึก และได้นำสิ่งที่ทำและได้เรียนรู้มานำเสนอ
พอแบ่งกลุ่มให้ และปล่อยให้เด็กได้ช่วยกันคิดว่าอยากจะทำอะไร กลุ่มมีความกระตือรือร้น และสนุกกับสิ่งที่จะได้ทำ สิ่งที่เด็กเลือกทำมีดังนี้ ล้างห้องน้ำ กวาดถูศาลาวัด ทำความสะอาดศาลาปู่ และกวาดลานวัด โดยก่อนที่จะไปทำกิจกรรมพี่เลี้ยงได้เชื่อมโยงถึงการทำงานร่วมกันในกิจกรรมสร้างหอคอยว่าอยากจะปรับปรุงอะไรในการทำงานครั้งต่อไป สิ่งที่เด็กเสนอไว้คือ ร่วมมือกันทำทุกคน ไม่นั่งอยู่เฉยๆ รู้จักขอโทษเพื่อน พูดในสิ่งที่ดีต่อเพื่อน ไม่ทะเลาะกัน ให้อภัยเพื่อน โดยย้ำเด็กว่าให้นำสิ่งเหล่านี้ไปปรับในการทำกิจกรรมครั้งนี้ด้วยจากนั้นให้เด็กเข้ากลุ่มของตนเพื่อคุยกันเหตุใดจึงเลือกทำงานนั้น ทำอะไรบ้าง มีความรู้สึกอย่างไร ทำแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง คุยกันแล้วให้เขียนลงกระดาษแล้วออกมานำเสนอ โดยให้เด็กได้ใช้ไมโครโฟนพูด เพื่อฝึกความกล้าที่จะพูดไปด้วย เมื่อนำเสนอเสร็จแล้วจึงให้เด็กจดบันทึกจากแผ่นกระดาษลงสมุดทีหลัง
วันที่ 2 ช่วงเช้าเป็นกิจกรรมถอดบทเรียนการทำงานโครงงานความดี เนื่องจากต้องการติดตามการทำกิจกรรมของเด็กว่าเป็นไปอย่างไร ใครได้ทำ หรือไม่ได้ทำเพราะเหตุใด ให้กลุ่มได้ทบทวนการทำงานของตนเองที่ผ่านมาว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคอะไร และหาเวลาที่จะได้เริ่มต้นกิจกรรมพร้อมกัน เพื่อพี่เลี้ยงจะได้นำไปปรับการทำงานของตนเองว่าจะทำอย่างไรน้องจึงจะได้ทำกิจกรรม และเป็นการกระตุ้นให้คนที่ไม่ได้ลงมือทำเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำ โดยให้เด็กคุยในกลุ่มฐานของตนเอง ให้ดูว่าโครงงานตนเอง/ครอบครัว/ชุมชนนั้นมีความคืบหน้าอย่างไร มีความรู้สึกอย่างไรทั้งคนที่ได้ทำ และไม่ได้ทำ และในการทำงานร่วมกันของกลุ่มนั้นมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร จะปรับปรุงการทำงานร่วมกันได้อย่างไรบ้างแล้วช่วยกันระดมใส่กระดาษ แล้วออกมานำเสนอ
จากการติดตามการดำเนินงานดังกล่าวของกลุ่ม พบว่ายังมีกลุ่มลักษณ์ ปริม ก็อตที่งานเพื่อชุมชนนั้นยังไม่ได้เริ่มทำ แต่จากการพูดคุยกันของกลุ่มที่มีการนัดหมายกัน และได้ทบทวนการทำงานของตนเองที่ผ่านมาทำให้มีข้อที่จะนำไปปรับแก้การทำงานครั้งต่อไป จึงคาดว่าหลังกิจกรรมนี้ผ่านไปกลุ่มน่าจะมีความคืบหน้าในการดำเนินงานมากขึ้น
ค่ายสรุปบทเรียนการทำโครงการคิดดีทำดีเพื่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน
ค่ายครั้งนี้จัดขึ้นหลังจากทั้งทีมพี่เลี้ยงและเด็กๆ ได้ร่วมกันทำกิจกรรมการเรียนรู้มาแล้วถึง 4 เดือน กิจกรรมน่ารักๆ ที่ทั้งพี่เล็กน้องช่วยกันเตรียมประกอบด้วย บอร์ดนิทรรศการประมวลรูปภาพการทำกิจกรรม การช่วยกันวาดภาพความประทับใจในการเรียนรู้ การพูดถึงการเรียนรู้ของตนเอง การเล่านิทานประกอบการแสดง และการแสดงละครที่สะท้อนการทำกิจกรรมของพวกเขาเอง ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ปกครองมานั่งดู รวมถึงทีมพี่เลี้ยงก็ตื้นตันใจกับการได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของน้องๆ แม้จะเป็นมุมเล็กมุมน้อยก็ตาม
บทสรุปของการทำกิจกรรมจากทีมพี่เลี้ยง
ศักดา และโอเล่ ได้พูดถึงกิจกรรมและบทเรียนที่เกิดจากการได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับน้องๆ ไว้น่าสนใจ ดังนี้
ลักษณะกิจกรรมที่เด็กจะชอบทำอย่างเช่น เก็บขี้วัว ขี้ควาย ตอนเสนอตอนแรกไม่ชอบ แต่พอทำแล้วเขาชอบ อาทิตย์ต่อไปเขาก็อยากทำอีก กิจกรรมที่เกี่ยวกับการวาดรูป ประดิษฐ์สิ่งของจากใบไม้อย่างเช่น เปลือกไม้แดง อะไรที่ได้ลงมือทำจะชอบ แต่ถ้าให้คิดจะชอบเป็นบางคน
นอกจากกิจกรรมที่ได้ลงมือทำแล้ว กิจกรรมอย่างอื่นที่ทำให้เด็กสนุกและประทับใจก็คือ วอล์คแรลลี่ ตั้งคำถามประมาณว่า เกี่ยวกับบทเรียน คำถามทั่วไป เป็นคำใบ้ที่ทำให้เขาต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง เด็กเขาก็ชอบและอยากให้จัดอีก
นิทานเด็กก็จะชอบฟัง ให้ลองอ่านนิทานสั้นๆ แล้วก็ให้เขาช่วยกันเล่าต่อ
รูปแบบกิจกรรมที่เราก็จะใช้ การนั่งสมาธิ สันทนาการ กิจกรรมผ่านประสบการณ์ นิทาน และแต่ละสัปดาห์ก็เน้นเรื่องการเขียน การอ่าน เด็กก็จะได้เขียนและได้อ่านให้เพื่อนฟัง เครื่องมือที่เราให้เด็กได้ฝึกเขียน ฝึกอ่านก็คือ ให้เด็กเขียนเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเอง ส่วนกิจกรรมก็ให้เด็กไปสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว ส่วนมากจะให้เขียนหลังจากทำกิจกรรมเสร็จทุกครั้ง ต่อจากนั้นก็จะให้ออกมาอ่านให้เพื่อนฟัง ตอนท้ายก็จะเอาหนังสือนิทานให้อ่านทุกคน แต่สำหรับน้องบางคนที่ยังเขียนไม่ได้ก็จะให้วาดภาพ ก็มีช่วงหนึ่งที่ให้ไปสังเกตสิ่งที่มีอยู่วัดทั้งหมด เห็นอะไรก็ให้เขียนมา น้องที่เขียนไม่ได้ก็ไปวาดเป็นเรื่องเป็นราวมาเลย
นิทานที่เด็กชอบอ่านก็จะเป็นเรื่อง หนูน้อยหมวกแดง นิทานพื้นบ้านเขาก็จะชอบ เราจะเล่าให้ฟัง เนื้อหาที่เขาชอบมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงของเขา บวกกับวิธีการเล่าที่เราจะเน้นการใช้น้ำเสียง เวลาตกใจก็จะเป็นแบบหนึ่ง มีท่าทางประกอบการเล่า มีจังหวะของคำพูด แต่ถ้าเราอ่านเลยเด็กจะไม่ค่อยตื่นตา ตื่นใจ แต่ถ้าเรามีกลเม็ด เขาก็จะฟังอย่างตั้งใจ ไม่ค่อยคุยกัน
สิ่งที่สังเกตเห็นก็คือ เวลาเราเอาหนังสือไปวาง เขาก็จะแย่งกัน คนที่เร็วก็จะได้หนังสือที่มีสีสัน มันเหมือนกับเด็กชอบอะไรที่มีสีสัน ส่วนกลุ่มที่อ่านหนังสือน้อยๆ ก็จะเลือกเล่มที่มีตัวหนังสือน้อยๆ มีภาพเยอะ
ส่วนกิจกรรมที่เด็กไม่ชอบก็จะเป็นเรื่อง การเขียน บางคนก็เขียน แต่ก็จะต่อรองว่า วาดภาพได้ไหม เด็กไม่ชอบก็เพราะว่า เขาเขียนไม่ออก และวิเคราะห์ยังไม่ได้ เรื่องความรู้สึกก็จะมีแต่เรื่องดีใจ เขาจะไม่ชอบคิด ไม่อยากคิด เขาก็จะถามบ่อยๆว่า ทำไมต้องคิด อีกด้านหนึ่งเขาก็ขี้เกียจด้วย พอให้เขาเล่นก็เล่นอย่างสนุก แต่พอให้ทำอะไรที่มันหนักและยากขึ้น เขาก็ไม่อยากทำ อีกด้านหนึ่งก็คิดว่าการเรียนในระบบก็มีผลเช่นกัน เพราะว่าเขาก็จะดูแต่เด็กเก่ง ส่วนคนที่ไม่เก่ง ครูก็ทอดทิ้ง พ่อแม่ก็ไม่ค่อยรู้ พอกลับไปบ้านเขาก็ไม่ได้ชวนลูกอ่าน ไม่ได้ใส่ใจลูก พอถึงบ้านเขาก็ออกไปเล่นกับเพื่อน
คิดว่าถ้าเด็กจะเขียนได้มันต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาล ครูเคยพูดให้ได้ยินว่า “ถ้าเน้นคนเดียวที่เขียนไม่ได้ โดยที่ต้องปล่อยคนอื่นๆมันทำไม่ได้ ครูเลยทิ้งเด็กที่เขียนไม่ได้ไปเลย จะให้เด็กคนเดียวมาดึงเด็กที่ตั้งใจเรียนอีกสิบคนที่ตั้งใจเรียนทำไม” มีตัวอย่างน้องคนหนึ่งชื่อโหล่ ให้มานั่งคุยกัน น้องก็เริ่มบ่นว่า อีกแล้ว นอกจากบ่นยังไม่พอ ยังชวนเพื่อนกลับบ้านอีกต่างหาก มันก็ไม่ได้เป็นปัญหา แต่การชวนเพื่อนกลับบ้าน มันทำให้บั่นทอนพลังในการเรียนรู้ของเพื่อน
ถ้าพูดคุยแลกเปลี่ยนเป็นกลุ่มโดยที่มีพี่เลี้ยงนำคุยก็คุยได้ แต่ถ้ามีแต่พวกเขาก็จะเล่นกันเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้เอง การฝึกให้เขามีทักษะในการแสวงหาความรู้จึงมีความสำคัญมากๆ เพราะถ้าเราได้จัดกิจกรรมแบบนี้ ทำให้เด็กได้หัดอ่าน หัดคิด เพราะโรงเรียนไม่ค่อยใส่ใจเด็กน้อยสักเท่าไหร่ สอนแต่เด็กเก่งๆ ถ้าเด็กคนไหนไม่เข้าท่า ครูก็จะไม่เอา ถ้าเราดูแลเขาดี แม้ว่าจะเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก เขาก็ยังมาเรียนรู้กับเรา
อย่างน้อยถ้าทำให้เด็กเห็นกระบวนการของเรามันจะค่อยซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อในตัวของเด็ก และเขาก็จะมีเรื่องไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อน วันนี้ได้เรียนอันนี้ ได้ทำอันนี้ เขาก็จะไปคุยกับเพื่อน และมองต่อไปอีกว่าถ้าโตขึ้นเขาไม่มีทักษะการแสวงหาความรู้ เด็กก็จะอยู่อย่างไร |