
"พวกเราได้นำเอาระบบการตลาดแบบ Community Supported Agriculture มาใช้ ระบบนี้กลุ่มผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อพืชผักล่วงหน้าให้เกษตรกรใช้เป็นทุนเพาะปลูกและจัดส่งผลผลิตให้ผู้บริโภครับประทานตลอดฤดูกาล ผู้บริโภคต้องมีความเข้าใจและยอมรับในวิถีการผลิตพืชอาหาร และต่างต้องมีความรับผิดชอบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”
ด้วยพื้นฐานภูมิสังคมดั้งเดิมของชาวตำบลแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนส่วนใหญ่ล้วนประกอบอาชีพการเกษตร ปลูกผักขาย กอปรกับเกษตรกรแม่ทาต่างรู้ซึ้งดีถึงพิษภัยของการเกษตรสมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่งผลให้เมื่อกว่าสิบปีก่อน เกษตรกรกลุ่มใหญ่ในชุมชนได้ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตครั้งใหญ่ จากกสิกรรมเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกพืชผักด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ จนปัจจุบันกลุ่มมีความเข้มแข็งมั่นคง โดยมี
“พืชผักอินทรีย์” รับบทเอก พลิกฟื้นคุณภาพชีวิตผู้คนให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“อภิศักดิ์ กำเพ็ญ” หรือ “อั๋น” บัณฑิตใหม่จากสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตพายัพ ซึ่งในขณะนั้นรับบทบาทเป็นผู้ประสานงานสภาเด็กและเยาวชน ตำบลแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ เลือกที่จะหันหน้าเข้าหาทุนฐานเดิมของครอบครัวและชุมชน ชักชวนเพื่อนพ้องลูกหลานเกษตรกรที่เรียนจบและผิดหวังจากการออกไปหางานทำอีก 4 คน รวมกลุ่มกันขึ้นในนาม "กลุ่มผักอินทรีย์กัลยาณมิตร" ในปี 2553 โดยตั้งใจที่จะนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาสืบสานและต่อยอดแนวทางเกษตรอินทรีย์ของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ อาสาเป็นอีกแรงกำลังสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้คนวงกว้างได้รู้จักการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ผ่านการเป็น “คนกลางด้านการตลาด” จัดหาช่องทางขาย กระจายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่สดใหม่จากแปลงปลูกของเกษตรกรส่งตรงถึงมือผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ให้ได้มีโอกาสบริโภคพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษทางการเกษตร ได้เข้ามาทำความรู้จัก และมีความเข้าใจในวิถีการเกษตรชนิดนี้มากยิ่งขึ้น
การทำงานของ "กลุ่มผักอินทรีย์กัลยาณมิตร" พวกเขาได้นำเอาระบบการตลาดแบบ
CSA หรือ Community Supported Agriculture ซึ่งอั๋นได้เรียนรู้จากการไปศึกษาดูงาน ณ รัฐอาร์คันซอ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาใช้เป็นกลุ่มแรกๆ ของประเทศ ระบบการตลาดดังกล่าว กลุ่มผู้บริโภคจะต้องจ่ายเงินซื้อพืชผักล่วงหน้าให้แก่เกษตรกรเพื่อใช้เป็นทุนในการเพาะปลูกและจัดส่งผลผลิตให้ผู้บริโภครับประทานตลอดทั้งฤดูกาล เป็นรูปแบบการตลาดที่ผู้บริโภคต้องมีความเข้าใจและยอมรับในวิถีการผลิตพืชอาหาร และต่างต้องมีความรับผิดชอบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน กล่าวคือไม่เพียงต้องการให้สมาชิกผู้ผลิตมีรายได้เลี้ยงดูตนเอง แต่ยังต้องการสร้างให้เกิดสำนึกใหม่ขึ้นแก่ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคว่าต่างต้องมีความรับผิดชอบต่อกันและกัน ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภคที่จะผลิตผักอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในทุกขั้นตอนการผลิตพืชผักที่ตนกำลังจะรับประทาน ตั้งแต่แรกเริ่มเพาะปลูกไปจนถึงตอนเสิร์ฟเป็นเมนูบนโต๊ะอาหาร ทำให้ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อผักอินทรีย์ในราคาที่สูงขึ้นกว่าพืชผักทั่วไปในท้องตลาด

พืชที่ "กลุ่มผักอินทรีย์กัลยาณมิตร" ปลูกส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้านตามฤดูกาล อาทิ ผักบุ้ง ผักโขมจีน คืนฉ่ายในช่วงฤดูร้อน แตงกวา ถั่วฝักยาว และบวบในฤดูฝน ผักสลัด ปวยเล้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอกในฤดูหนาว ผู้บริโภคที่สนใจต้องเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้า 2 พันบาท เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทางกลุ่มจะนำพืชผักบรรจุลงกล่องจัดส่งถึงบ้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ ปริมาณผักที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับชนิดและราคาของผักอินทรีย์ ณ เวลานั้นๆ โดยทางกลุ่มจะแบ่งรายรับออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นค่าผลผลิตที่จะส่งต่อไปยังเกษตรกร 60 % ส่วนที่สองคือค่าใช้จ่ายในการขนส่ง 20% และอีก 20% ที่เหลือเป็นค่าบริหารจัดการภายในกลุ่ม
ขณะนี้ ทาง "กลุ่มผักอินทรีย์กัลยาณมิตร" มีเกษตรกรรายย่อยที่เป็นสมาชิกผู้ผลิตจำนวน 87 ครอบครัว และมีสมาชิกกลุ่มผู้บริโภค 30 ครอบครัว ในจำนวนนี้กว่า 70 % เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศ ขณะที่อีก 30 % ที่เหลือเป็นลูกค้าชาวไทย อั๋นวิเคราะห์ว่าอาจเป็นเพราะคนไทยยังไม่รู้จักและไม่คุ้นชินกับระบบการซื้อ - ขายรูปแบบเช่นนี้ อย่างไรก็ดี พบว่าการทำงานของกลุ่มมีส่วนทำให้ผู้คนรู้จักและรู้ช่องทางการซื้อหาสินค้าเกษตรอินทรีย์มาบริโภคมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งทางด้านปริมาณ และด้านความหลากหลายของกลุ่มผู้บริโภค จุดนี้เอง เมื่อเกษตรกรผู้ผลิตเห็นช่องทางการตลาดที่มากขึ้น ก็ทำให้มีความเชื่อมั่นที่จะเพิ่มกำลังปลูกผักอินทรีย์ ทำให้มีรายได้เข้าครอบครัวมากขึ้นตามไปด้วย
สำหรับก้าวต่อไปของ “กลุ่มผักอินทรีย์กัลยาณมิตร” อั๋นกล่าวว่าขณะนี้กลุ่มเริ่มตั้งหลักได้และมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง สมาชิกหลักทั้ง 5 คนต่างเรียนรู้งานซึ่งกันและกัน สามารถทำหน้าที่ทดแทนกันได้ โดยมีรายได้ประมาณคนละ 4 – 5 พันบาท/ เดือน เรียกได้ว่าพอเลี้ยงดูตนเอง โดยภายในสิ้นปีนี้ พวกเขามีแผนใช้เงินออมของกลุ่มก่อสร้างที่ทำการของกลุ่มขึ้นเองอย่างง่ายๆ เพื่อเป็นที่ทำการอย่างเป็นทางการ และเป็นฐานที่มั่นเพื่อขยายกำลังการผลิตต่อไป ทั้งยังมีแผนทำการตลาดเชิงรุก มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นและวัยทำงานที่รักสุขภาพในเขตเมือง ขณะนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะส่งผลผลิตขายในห้างสรรพสินค้า รวมถึงการมีหน้าร้านเป็นของตัวเองในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อจัดจำหน่ายอาหารที่ปรุงขึ้นจากพืชผักอินทรีย์ รวมทั้งนำเอาพืชผลเกษตรอินทรีย์บางส่วนวางจำหน่ายหน้าร้าน
อั๋นทิ้งท้ายว่า ธุรกิจเพื่อสังคมที่เขากำลังดำเนินการอยู่นี้ เครือข่ายเกษตรกรพื้นที่ใดสนใจก็สามารถนำไปเป็นตัวอย่างขยายผลได้โดยไม่หวงห้าม หรือมีค่าลิขสิทธิ์ ทั้งเขายังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่แนวคิดเกษตรอินทรีย์ ที่เกษตรกรและผู้บริโภคต่างเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตจะได้รับการขยายผลต่อไปให้เกิดความยั่งยืน เพื่อความกินดีอยู่ดีของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคสินค้าการเกษตรในสังคมไทยต่อไป.