เมื่อพบจึงผูกพัน
โครงการเยาวชนตำบลบางขันแตกอนุรักษ์นาฏศิลป์การรำพื้นบ้านในตำบลบางขันแตก

การยอมรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ ถ้าไม่เปลี่ยนตัวเอง ไม่รับฟังคนอื่นบ้าง งานก็จะเสียหาย แล้วจะไม่มีใครชอบเรา พอเราหันมาตั้งใจทำงานแล้วฟังคนอื่น เห็นชัดเจนเลยว่าได้งานเยอะขึ้น ทะเลาะกันน้อยลง
ในอดีตชาวบ้านชุมชนบางขันแตก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ให้ความสำคัญกับการแสดงรำพื้นบ้าน การละเล่นที่สร้างความสนุกสนาน ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในชุมชน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คนในชุมชนจะได้มาพบปะพูดคุยถามไถ่ถึงการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบเข้ามาแทนที่ การรำพื้นบ้านจึงค่อยๆ ห่างหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คนบางขันแตก
จากห้องเรียนสู่ชุมชน
การรำพื้นบ้านของชุมชนบางขันแตกมีความพิเศษอยู่ที่แม่ครูหรือพ่อครูแต่ละท่านจะมีการดัดแปลงท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อไม่มีการสานต่อ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านชนิดนี้จึงหยุดอยู่ที่ตัวผู้รู้เท่านั้น แต่วันนี้ความหวังที่จะฟื้นฟูการแสดงรำพื้นบ้านบางขันแตกสดใสขึ้นอีกครั้ง เมื่อเด็กเยาวชนในชุมชนได้รับโอกาสจากองค์กรบริหารส่วนตำบลบางขันแตกให้เข้าร่วมโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก
อภิศักดิ์ บุญท้วม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางขันแตก บอกว่า ที่ผ่านมา อบต.บางขันแตกสนับสนุนให้เด็กเยาวชนในชุมชนทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์อยู่เสมอ เพราะนอกจากจะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้และทักษะชีวิตให้เด็กและเยาวชนได้ เมื่อทีมงานโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ชวนทำโครงการจึงยินดีสนับสนุนเต็มที่
“การชวนคิดชวนคุยจากทีมพี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ที่กระตุกคิดว่า ถ้าฝึกรำ องค์ความรู้เรื่องการรำก็จบอยู่ที่ทีมงานเท่านั้น ทำอย่างไรศิลปะการรำพื้นบ้านจะอยู่คู่บางขันแตกตลอดไป ทำให้ทีมงานร้องอ๋อ...เปลี่ยนเป้าหมายการทำโครงการจากเดิมที่ต้องการทำเพื่อฝึกฝนตนเอง เป็นการทำโครงการเยาวชนตำบลบางขันแตกอนุรักษ์นาฏศิลป์การรำพื้นบ้านในตำบลบางขันแตก ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรำพื้นบ้านให้เด็กและเยาวชนในชุมชนผ่านการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้รู้”
เมื่อผู้ใหญ่ไฟเขียว ใหม่– ภรณ์ทิพย์ งามพิศ กวาง–ยอดขวัญ นาคประสพ เตย–อรวลี สกุลตันติโรจน์ ฟิว–สัญญา เจริญรัตน์ ภัทร–ภัทรสุดา อินกับจันทร์ ก้อง – ก้องเกียรติ จันทร์จินดา และเมย์–จิรัชญา ศรเดช ที่แม้จะอยู่ต่างโรงเรียนกันก็อาสาเข้ามาเป็นทีมทำงาน เพราะชื่นชอบศิลปะการรำเป็นทุนเดิม โดยความคิดแรกที่มีอยู่ในใจทุกคนคือ อยากได้ทุนไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการฝึกรำเท่านั้น แต่การชวนคิดชวนคุยจากทีมพี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ที่กระตุกคิดว่า ถ้าฝึกรำ องค์ความรู้เรื่องการรำก็จบอยู่ที่ทีมงานเท่านั้น ทำอย่างไรศิลปะการรำพื้นบ้านจะอยู่คู่บางขันแตกตลอดไป ทำให้ทีมงานร้องอ๋อ...เปลี่ยนเป้าหมายการทำโครงการจากเดิมที่ต้องการทำเพื่อฝึกฝนตนเอง เป็นการทำโครงการเยาวชนตำบลบางขันแตกอนุรักษ์นาฏศิลป์การรำพื้นบ้านในตำบลบางขันแตก ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรำพื้นบ้านให้เด็กและเยาวชนในชุมชนผ่านการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้รู้
แต่ด้วยวัตถุประสงค์หลักของโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ที่มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนก้าวออกจากโลกใบเดิมไปเรียนรู้เรื่องราวในชุมชนถิ่นเกิด ทีมงานจึงต้องลงพื้นที่สำรวจชุมชนเพื่อเก็บข้อมูลของดีในตำบล ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม อาชีพ หรือแม้แต่สภาพภูมิศาสตร์ ตามโจทย์ที่ได้รับ โชคดีที่ช่วงเริ่มต้นทำโครงการเป็นช่วงปิดภาคเรียน ทีมงานจึงนัดมารวมตัวกันได้ง่าย ใช้เวลาว่างในวันเสาร์ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เข้าไปสอบถามข้อมูลจากผู้นำชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้าน โดยก่อนลงพื้นที่ทีมงานจะเตรียมคำถามไว้ก่อน เช่น สภาพทั่วไปของชุมชนเป็นอย่างไร มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างไรบ้าง เป็นต้น
“เราได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ทั้งที่เราอยู่ในชุมชน” ทีมงาน กล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน
ข้อมูลที่ทีมงานค้นพบจากการบอกเล่าของคนในชุมชนคือ สมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้มีน้ำทะเลเข้าถึงจนต้องสร้างคันกั้นน้ำเค็ม เพื่อให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ ต่อมาคันกั้นน้ำได้รับผลกระทบจากแรงคลื่นซัด จึงถูกเรียกว่า “บางคันแตก” แล้วเพี้ยนมาเป็น “บางขันแตก” ในปัจจุบัน
ส่วนสภาพภูมิประเทศทั่วไป ตำบลบางขันแตกเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีคลองประชาชมชื่นเป็นคลองสายหลักที่รับน้ำจากแม่น้ำแม่กลอง อาชีพหลักของผู้คนแทบนี้ คือการทำสวน เช่น มะพร้าว ส้มโอ กล้วย และลิ้นจี่ เป็นต้น เรียกได้ว่ารายได้หลักของคนตำบลบางขันแตกขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตร
ทีมงาน ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและของดีที่ขึ้นชื่อจากตำบลต่างๆ ได้แก่ หมู่ 2 และ หมู่ 5
มีน้ำตาลมะพร้าว ขณะที่หมู่ 3 เด่นเรื่องส้มโอขาวใหญ่ มะนาวนอกฤดูกาล พรมเช็ดเท้า และการเพาะพันธุ์ปลา ส่วนหมู่ 9 เด่นเรื่องข้าวเกรียบปลาทู เป็นต้น
“ถ้าเราหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าผู้ใหญ่เขาดีใจเพียงไรเวลาเราเข้าไปสอบถามความรู้ และคงไม่ได้เห็นแววตา ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเขา...กูเกิ้ลไม่มีความรู้สึก แต่การลงชุมชน การได้ไปเก็บข้อมูลเอง ทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันกับชุมชนมากขึ้น”
สานสัมพันธ์จากภายในสู่ภายนอก

นอกจากข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับชุมชนแล้ว การลงพื้นที่ยังนำพาเยาวชนมารู้จักกับ ครูเสาร์–วิวัฒน์ แสงอรุณ ผู้รู้เรื่องดนตรีมอญซึ่งอายุมากแล้ว และวงดนตรีประยงค์ศิลป์ วงดนตรีพื้นบ้านชุมชนบางขันแตก
“แล้วมาอีกนะ” คำพูดสั้นๆ ของลุงเสาร์ที่สร้างทั้งความประหลาดใจและความประทับใจให้แก่ทีมงาน
เป็นอย่างมาก พวกเขาไม่เคยรู้จักลุงเสาร์มาก่อน แต่การพบปะพูดคุยได้สร้างสายใยความผูกพันระหว่างเด็กกับผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี
“ถ้าเราหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าผู้ใหญ่เขาดีใจเพียงไรเวลาเราเข้าไปสอบถามความรู้ และคงไม่ได้เห็นแววตา ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเขา” พัด กล่าว
“กูเกิ้ลไม่มีความรู้สึก แต่การลงชุมชน การได้ไปเก็บข้อมูลเอง ทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันกับชุมชนมากขึ้น” ก้อง กล่าวเสริม
ผลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ทำให้ทีมงานพบว่า ปัจจุบันเมื่อมีงานรื่นเริงตามเทศกาลต่างๆ เช่น งานเฉลิมฉลองวันปีใหม่ วันสงกรานต์ หรือวันลอยกระทง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างการแสดงฟ้อนรำจากภายนอกเข้ามาสร้างความบันเทิง ประกอบกับไม่มีการสืบทอดการแสดงรำพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป เด็กออกไปเรียนหนังสือต่างถิ่น ผู้ปกครองออกไปทำงานนอกพื้นที่ ชีวิตของผู้คนในชุมชนต่างมุ่งอยู่กับการหาเลี้ยงชีพจนหลงลืมศิลปะวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชุมชนไป
“คนที่เงียบๆ ไม่ค่อยพูด กลับรู้เยอะและตอบคำถามได้ดีกว่าคนที่พูดเยอะ ทำให้น้องรู้ตัวเองว่า จริงๆ แล้วเขาต้องฟังกัน ไม่มีใครรู้ไปหมดทุกอย่าง เกมนี้ทำให้น้องแต่ละคนจะรู้ว่า เขาขาดอะไรและควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มาใช้ดำเนินโครงการต่อ ทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม เป็นกุศโลบายหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มได้ เมื่อแต่ละคนรู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง ต่อไปทีมงานจึงรับฟังกันมาก”
เปิดใจยอมรับความต่าง

นอกจากเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้รู้ในชุมชนแล้ว ดูเหมือนว่าทีมงานต้องหันกลับมาสานความสัมพันธ์ในกลุ่มให้ดีขึ้นด้วย ความน้อยอกน้อยใจ การพูดไม่เข้าหูกัน เป็นปัญหาภายในทีมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อเอ่ยถึงวิธีรับมือกับปัญหาดังกล่าว พี่น้ำ-รัชนีย์ ทองพันธ์ หัวหน้าสำนักงานปลัด อบต.บางขันแตก ในฐานะที่ปรึกษาโครงการบอกว่า การทำงานกับเด็กต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กๆ กลุ่มนี้ที่อยู่ในวัยแตกต่างกัน เธอจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย วิธีที่ใช้ก็มีทั้งดุด้วยเหตุผล และปลอบใจเพื่อสร้างกำลังใจ
“เวลามีเรื่องผิดใจกัน เราจะคุยกับน้องทีละคนก่อน แล้วค่อยจัดวงพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้เขาเปิดใจเล่าถึงปัญหาให้เราฟัง เพราะยังเด็กปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ น้อยใจเพราะไม่ฟังกันมากกว่า คนนั้นจะเอาอย่างนี้ คนนี้จะเอาอย่างนั้น สุดท้ายแล้วเราบอกน้องๆ ว่าทุกคนต้องมองไปที่เป้าหมาย ถ้ามัวทะเลาะกันงานจะเดินหน้าได้อย่างไร” พี่น้ำ กล่าว
พี่อ้วน-คำรณ นิ่มอนงค์ พี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ บอกว่า เขาเห็นอาการแตกร้าวของทีมและอาการมึนงงกับข้อมูลที่เก็บได้มากมาย แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าข้อมูลที่มีอยู่จะเป็นประโยชน์กับโครงการอย่างไร อาศัยช่วงเวลาอึมครึมนี้เข้ามาชวนคิดชวนคุย ใช้เกมกระจกหกเหลี่ยมเข้ามาสร้างความเข้าใจ โดยเกมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทีมงานได้ตรวจสอบตัวเองว่า ผลลัพธ์จากข้อมูลที่ได้ทำให้ทีมงานรู้จักชุมชนดีขึ้นแล้วหรือยัง
พี่อ้วน บอกว่า เขาใช้วิธีออกแบบชุดคำถามตามหัวข้อที่ทีมงานศึกษา เช่น ข้อมูลชุมชน ความรู้เฉพาะเรื่องการรำ ชื่อเฉพาะของท่วงท่าที่ใช้ในการรำ และความรู้เฉพาะเรื่องดนตรี เป็นต้น คำถามแต่ละชุดถูกแยกออกไปตามโต๊ะ 6 โต๊ะ แบ่งทีมงานออกเป็น 6 กลุ่ม แล้วจับฉลากว่าใครอยู่ประจำโต๊ะไหนก่อน หลังจากนั้นจึงให้วนตอบคำถามจนครบทุกโต๊ะ วิธีการนี้ช่วยวัดว่า หลังผ่านการเก็บข้อมูลหลายครั้ง ทีมงานคนไหนมีความรู้หรือถนัดเรื่องอะไรเป็นพิเศษ
“คนที่เงียบๆ ไม่ค่อยพูด กลับรู้เยอะและตอบคำถามได้ดีกว่าคนที่พูดเยอะ ทำให้น้องรู้ตัวเองว่า จริงๆ แล้วเขาต้องฟังกัน ไม่มีใครรู้ไปหมดทุกอย่าง เกมนี้ทำให้น้องแต่ละคนจะรู้ว่า เขาขาดอะไรและควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มาใช้ดำเนินโครงการต่อ ทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม เป็นกุศโลบายหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มได้ เมื่อแต่ละคนรู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง ต่อไปทีมงานจึงรับฟังกันมากขึ้น รุ่นพี่จะฟังรุ่นน้อง รุ่นน้องก็จะกล้าแสดงความคิดเห็นต่อรุ่นพี่”
““จากที่ไม่ฟังน้องๆ เลย ตอนนี้เรารับฟังความคิดเห็นของน้องมากขึ้น ไม่ปากไวพูดขัดเวลาน้องพูด กับใหม่ก็ทะเลาะกันน้อยลง เพราะรู้จักคิดก่อนพูด และจากที่เคยเถียงพ่อแม่ที่บ้าน ตอนนี้ก็ดีขึ้น พ่อแม่ก็ดุเราน้อยลงด้วย”
กระตุกคิด...สะกิดใจ

การกระตุกคิดจากพี่น้ำและพี่อ้วน ทำให้ทีมงานทุกคนย้อนกลับมามองตัวเอง ใหม่ บอกว่า มีหลายครั้งที่เธอรู้สึกถอดใจไม่อยากทำโครงการแล้ว เพราะเบื่อกับการต้องมาทะเลาะกับเพื่อนในทีม แต่เพราะคำพูดของพี่น้ำที่บอกว่า “ถ้าใหม่อยากออกจากทีม พี่ออกแทนดีกว่า เพราะแค่ทำให้น้องสามัคคีกันพี่ยังทำไม่ได้” ดึงให้เธอย้อนกลับมามองตัวเอง และไม่รู้สึกโกรธเคือง เพราะสิ่งที่พี่น้ำพูดเป็นความจริง จนย้อนคิดว่า เป็นความผิดของเธอหรือเปล่าที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
“พี่น้ำจะเตือนตลอดว่า ถึงจะเป็นหัวหน้าทีม ก็ไม่ควรถือความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง เราก็เชื่อฟังและพยายามปรับตัว” ใหม่ เอ่ยขึ้น
“ถ้าเราไม่ช่วยกันทำโครงการให้สำเร็จ พี่น้ำคงผิดหวังในตัวเรามาก เราไม่อยากทำให้เขาเสียใจ” พัด กล่าว
ในฐานะรุ่นพี่ในกลุ่ม ฟิว บอกว่า เขาเป็นคนคิดไวปากไว เป็นไม้เบื่อไม้เมากับใหม่มาตลอด เมื่อก่อนเคยคิดว่าความคิดของตัวเองดีกว่าคนอื่น เกมกระจกหกเหลี่ยมทำให้ได้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ความคิดของเราดีจริงหรือ?
“จากที่ไม่ฟังน้องๆ เลย ตอนนี้เรารับฟังความคิดเห็นของน้องมากขึ้น ไม่ปากไวพูดขัดเวลาน้องพูด กับใหม่ก็ทะเลาะกันน้อยลง เพราะรู้จักคิดก่อนพูด และจากที่เคยเถียงพ่อแม่ที่บ้าน ตอนนี้ก็ดีขึ้น พ่อแม่ก็ดุเราน้อยลงด้วย” ฟิว กล่าว
ด้านใหม่ บอกว่า การยอมรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ ถ้าไม่เปลี่ยนตัวเอง ไม่รับฟังคนอื่นบ้าง งานก็จะเสียหาย แล้วจะไม่มีใครชอบเรา พอเราหันมาตั้งใจทำงานแล้วฟังคนอื่น เห็นชัดเจนเลยว่าได้งานเยอะขึ้น ทะเลาะกันน้อยลง
ทีมงาน ยอมรับว่า เดิมพวกเขามั่นใจมากว่ารู้จักชุมชนของตัวเองดี แต่เกมทำให้พวกเขามองเห็นว่า แท้จริงแล้วพวกเขายังรู้ไม่จริง จึงตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากเดิมที่ตั้งใจเป็นผู้ถ่ายทอดทักษะด้านการรำให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนที่สนใจ มาเป็นการจัดกิจกรรมลงพื้นที่ชุมชนพาผู้ที่สนใจไปพูดคุยกับผู้รู้แบบตัวต่อตัว
“คนที่จะมาสอนได้ต้องรู้จริง แต่พวกเราแค่รำได้ เราอยู่ในจุดที่น่าจะเป็นแค่ผู้เรียน เรียนให้เก่งและรู้ให้มากขึ้นก่อน เพราะฉะนั้นแทนที่จะมาเรียนกับเรา คิดว่าพาน้องๆ ไปเรียนรู้กับผู้รู้จริงๆ ดีกว่า” พัด กล่าว
ด้วยเหตุนี้ ทีมงานจึงประชาสัมพันธ์ชักชวนเพื่อนในชั้นเรียนและขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชนให้ช่วยประกาศเสียงตามสาย รับสมัครสมาชิกทั้งในและนอกโรงเรียนเข้ามาเรียนรู้ชุมชนด้วยกัน โดยมีบ้านลุงเสาร์ และ บ้านครูต๊อบ-ชัชญา น่วมศิริ ทายาทวงดนตรีพื้นบ้านประยงค์ศิลป์ตำบลบางขันแตกเป็นเป้าหมาย งานนี้มีเด็กเยาวชนสนใจมาร่วมลงพื้นที่พบปะผู้รู้ทั้งหมด 4 คน
“ถึงจะมีคนมาน้อย แต่เราก็พอใจกับผลการทำกิจกรรม เพราะคนที่มาได้พูดคุยกับผู้รู้อย่างทั่วถึง ตอนสรุปบทเรียน เพื่อนๆ ก็สามารถสรุปประเด็นออกมาได้ดี ซึ่งถือว่าได้ตามเป้าที่เราวางไว้” ใหม่ กล่าว
“เมื่อก่อนเป็นคนไม่ตรงต่อเวลามาก นัดเมื่อไรสายตลอด แต่เดี๋ยวนี้เธอปรับตัวตื่นเช้าเพื่อมาให้ตรงเวลานัด เพราะรู้หน้าที่ของตัวเองและมีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากทำงานให้สำเร็จ จากเดิมที่ทางบ้านไม่อยากให้มาทำกิจกรรมเพราะกลัวเสียการเรียน แต่เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผลการเรียนของเธอดีขึ้นมากจากเทอมแรก จนระยะหลังแม่ไม่ห้ามให้ออกมาทำกิจกรรมอีกแล้ว เพียงแต่ว่าเธอต้องรักษาผลการเรียนให้ดีเท่านั้น”
กุญแจไขความสำเร็จ

ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ รัชนีย์ บอกว่า เธอไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับการต้องเข้ามารับผิดชอบงานนี้เลย แม้ต้องใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งเป็นวันพักผ่อนก็ตาม
“ครั้งหนึ่งน้องๆ นัดทำงานวันเสาร์โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า แม้มีธุระต้องทำ ก็ยอมสละงานตรงนั้นมาดูแลน้องๆ ก่อน เพราะผู้ปกครองรู้ว่าถ้าเด็กๆ มาทำกิจกรรมที่ อบต.จะมีเราคอยดูแลอยู่ เราจะปล่อยให้เขามาทำกิจกรรมกันเองไม่ได้ มันเป็นความรับผิดชอบของเรา”
เหตุผลที่ต้องทำงานวันเสาร์ เพราะทีมงานเรียนต่างโรงเรียนกัน วันเสาร์จึงเป็นวันที่สะดวกที่สุดเพราะทุกคนว่างตรงกัน โดยตกลงกันว่าจะใช้เวลาตั้งแต่เช้าไม่เกินบ่ายสาม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนในวันธรรมดาและให้เวลาอยู่กับครอบครัวในวันอาทิตย์
“เด็กๆ อยากออกมาทำกิจกรรมด้วยกันอยู่แล้ว เราจึงต้องสร้างข้อตกลงร่วมกันว่า มาแล้วไม่ให้ไปที่อื่นให้อยู่แต่ใน อบต. เท่านั้น”
พัด เสริมว่า เมื่ออยากออกมาทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เธอจึงหันมาบริหารจัดการเวลาทั้งงานในบ้านนอกบ้านไม่ให้ขาดตกบกพร่อง จนรู้ว่าหากเธอรู้จักรับผิดชอบดูแลตัวเองได้ดี พ่อแม่ก็จะไม่บ่นไม่ว่า แล้วจะอนุญาตให้ออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้อย่างสบายใจ
“ช่วงหลังเรานัดมาทำงานกันเป็นเวลามากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นวันเสาร์ตอนเช้า บ่ายสองบ่ายสามก็กลับ ช่วงตั้งแต่ 4 โมงเย็นเป็นต้นไปก็กลับบ้านไปทำงานบ้าน ทั้งกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า ถ้ามีงานโรงเรียนหรือการบ้านก็จะรีบทำให้เสร็จ เมื่อก่อนที่โดนบ่นโดนดุเพราะเราไม่แบ่งเวลาจัดการงานต่างๆ ให้ดีเอง”
เช่นเดียวกับ ก้อง ที่ทางบ้านไม่อยากให้มาทำกิจกรรมเท่าไรนัก อยากให้อยู่บ้านอ่านหนังสือมากกว่า จนกระทั่งมีครั้งหนึ่งได้ไปอบรมในกิจกรรมนับ 4 Check Point พลเมือง แล้วลืมทำการบ้าน จนโดนครูตี หลังจากนั้นทางบ้านเลยไม่อนุญาตให้มาทำกิจกรรมอยู่พักใหญ่ ก้องแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างข้อต่อรองกับแม่ว่า ถ้าได้ตำแหน่งประธานนักเรียนขอกลับไปทำโครงการต่อ พอได้เป็นจริงๆ แม่ก็ให้มา นอกจากนี้ยังตั้งใจเรียนมากขึ้น เกรดก็ดีขึ้นตามไปด้วย
ส่วน กวาง บอกว่า เมื่อก่อนเป็นคนไม่ตรงต่อเวลามาก นัดเมื่อไรสายตลอด แต่เดี๋ยวนี้เธอปรับตัวตื่นเช้าเพื่อมาให้ตรงเวลานัด เพราะรู้หน้าที่ของตัวเองและมีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากทำงานให้สำเร็จ จากเดิมที่ทางบ้านไม่อยากให้มาทำกิจกรรมเพราะกลัวเสียการเรียน แต่เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผลการเรียนของเธอดีขึ้นมากจากเทอมแรก จนระยะหลังแม่ไม่ห้ามให้ออกมาทำกิจกรรมอีกแล้ว เพียงแต่ว่าเธอต้องรักษาผลการเรียนให้ดีเท่านั้น
ฟิว ย้ำว่า การทำกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนไม่ได้ทำให้เสียการเรียนเลย เมื่อก่อนขี้เกียจไม่ชอบทำการบ้าน แต่พอเข้ามาทำโครงการนี้ ทำให้เขาต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ก็ฉุกคิดได้ว่างานนี้เรายังทำได้ ทำไมทำการบ้านไม่ได้ พอคิดได้ก็ขยันทำทั้งสองอย่าง ยิ่งทำก็ยิ่งรู้ว่าไม่ยาก ตอนแรกที่คิดว่ายาก เพราะยังไม่ได้ทำมากกว่า หรือถ้ามีอะไรที่ทำไม่ได้จริงๆ ก็ถามคนที่รู้ให้ช่วยบอกช่วยสอนได้
นอกจากความรับผิดชอบที่เพิ่มพูนขึ้นแล้ว ความกระตือรือร้น การคิดแล้วลงมือทำ เป็นคุณลักษณะนิสัยติดตัวที่ทีมงานได้รับจากโครงการและนำไปปรับใช้ในห้องเรียน จนผลการเรียนดีขึ้นทุกคน
“กิจกรรมนับ 1-5 ช่วยพัฒนาวิธีคิดในการทำงานไม่ใช่แค่ในตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังทำให้เธอเห็นภาพการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ยั่งยืนว่า ต้องหนุนเสริมให้เด็กคิดแล้วเรียนรู้จากการลงมือทำด้วยตัวเอง โดยมีพี่เลี้ยงเป็นผู้ให้คำแนะนำ ไม่ใช่สั่งให้ทำเหมือนที่ผ่านมา และกิจกรรมจะยั่งยืนได้ต้องมีการเชื่อมโยงกิจกรรมที่ทำอยู่ในโรงเรียนไปสู่ชุมชนภายนอก”
อาสาสร้างการเรียนรู้
พี่น้ำที่อาสาเข้ามาเป็นที่ปรึกษาโครงการ บอกว่า กระบวนการหนุนเสริมจากโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ตั้งแต่กิจกรรมนับ 1-5 ช่วยพัฒนาวิธีคิดในการทำงานไม่ใช่แค่ในตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังทำให้เธอเห็นภาพการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ยั่งยืนว่า ต้องหนุนเสริมให้เด็กคิดแล้วเรียนรู้จากการลงมือทำด้วยตัวเอง โดยมีพี่เลี้ยงเป็นผู้ให้คำแนะนำ ไม่ใช่สั่งให้ทำเหมือนที่ผ่านมา และกิจกรรมจะยั่งยืนได้ต้องมีการเชื่อมโยงกิจกรรมที่ทำอยู่ในโรงเรียนมาสู่ชุมชนภายนอก
“น้องๆ กลุ่มนี้สนใจเรียนรำไทยและเข้าร่วมฝึกฝนมาตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากตรงนั้น คือ ทักษะและเทคนิคการรำ แต่เราไม่เคยมีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่พวกเขาทำอยู่มีประโยชน์หรือมีคุณค่าต่อชุมชนอย่างไร จนกระทั่งได้เข้าร่วมโครงการนี้ทำให้เราคิดได้ว่า การทำกิจกรรมทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้นอกห้องเรียนได้”
รัชนีย์ บอกว่า เธอรู้สึกสนุกและมีความสุขไปกับการทำโครงการ ยิ่งเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของทีมงาน รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเองยิ่งรู้สึกคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป จึงอยากให้เด็กๆ มีความสุขและมีความรักในสิ่งที่ทำต่อไป
“เราเชื่อว่าถ้ามีความรักเขาจะไม่ทิ้งให้ศิลปวัฒนธรรมนี้หายไป”
พี่อ้วน ในฐานะพี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ที่ดูแลน้องกลุ่มนี้มาตั้งแต่ต้น บอกว่า จริงๆ แล้ว น้องกลุ่มนี้มีความมั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว ในมุมของพี่เลี้ยงที่คอยสังเกตการณ์ เห็นว่าโครงการที่น้องทำตอบโจทย์มากกว่าแค่การอนุรักษ์ศิลปะการแสดง แต่ทำให้ผู้ใหญ่หรือคนเฒ่าคนแก่ที่เป็นผู้รู้ในชุมชนรู้สึกดีใจและปลื้มใจเมื่อเห็นเด็กเยาวชนสนใจเข้ามาเรียนรู้ภูมิปัญญาเหล่านี้ ทั้งที่บางคนสิ้นหวังถอดใจไปแล้วด้วยซ้ำไปว่าภูมิปัญญาด้านนี้คงตายไปพร้อมกับเขา การที่น้องๆ เข้าไป ทำให้คนเฒ่าคนแก่มีกำลังใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง ส่วนน้องๆ ก็เห็นคุณค่าและศักยภาพของตัวเองมากขึ้น เขาอาจไม่รู้ตัว แต่เราเห็นจากความกระตือรือร้นของเขา
จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการซื้ออุปกรณ์สำหรับช่วยฝึกรำ แต่เมื่อผ่านกระบวนการยั่วให้คิดยุให้ทำ ลงมือเรียนรู้เรื่องราวการรำด้วยตัวเอง ทำให้ทีมงานรู้ว่าพวกเขาแค่รำได้ แต่ยังไม่รู้จริงเรื่องศิลปะการรำพื้นบ้านชุมชนบางขันแตกอย่างแท้จริง จนยอมเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากผู้ถ่ายทอดทักษะด้านการรำ เป็นการพาเด็กเยาวชนผู้สนใจไปเรียนรู้กับผู้รู้โดยตรง ด้วยหวังว่าการได้รู้ลึกรู้จริงจะช่วยปลูกสำนึกรักหวงแหนศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้อยู่คู่ชุมชนบางขันแตกต่อไปแล้ว การทำโครงการยังทำให้ทีมงานได้เรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ต้องยอมรับฟังเพื่อน และเคารพในความเห็นต่างๆ จนทำให้ทีมทำงานที่ใกล้แตกกลับมาหลอมรวม ร่วมมือกันทำโครงการจนสำเร็จได้ในที่สุด
โครงการเยาวชนตำบลบางขันแตกอนุรักษ์นาฏศิลป์การรำพื้นบ้านในตำบลบางขันแตก
ที่ปรึกษาโครงการ : รัชนีย์ ทองพันธ์ หัวหน้าสำนักงานปลัด อบต.บางขันแตก
ทีมทำงาน : เยาวชนตำบลบางขันแตก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โรงเรียนท้ายหาด
- สัญญา เจริญรัตน์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
- ภัทรสุดา อินกับจันทร์ มัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนศรัทธาสมุทร
- ยอดขวัญ นาคประสม มัธยมศึกษาปีที่ 2
- อรวลี สกุลตันติโรจน์ มัธยมศึกษาปีที่ 2
- ภรณ์ทิพย์ งามพิศ มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย
- ก้องเกียรติ จันทร์จินดา ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเมืองสมุทรสงคราม
- จิรัชญา ศรเดช ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดธรรมสถิติ์วราราม