นพชิต เมืองแก้ว
แกนนำเยาวชน
ตำแหน่งที่ได้รับในโครงการต่างๆ
ประวัติและผลงาน

นายนพชิต  เมืองแก้ว  หรือ “น้องนพ” อายุ 21 ปี จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีอาชีพเป็นชาวสวน

“ลูก ไม้หล่นไม่ไกลต้น” คือ คำบอกเล่าของคนในชุมชนที่พูดถึง น้องนพ ที่ก้าวเข้ามาขับเคลื่อนงานด้าน “ป่าชุมชน” ด้วยเหตุผลว่า เห็นพ่อแม่ทำมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เขาค่อยๆ ซึมซับธรรมชาติรอบตัว และอยากมีส่วนร่วมในการดูแลป่าชุมชนที่เขาอาศัยอยู่  น้องนพ เป็นเยาวชนในหมู่บ้านที่ทำงานด้านอนุรักษ์มาตั้งแต่ปี 2546 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากผู้ใหญ่ที่เป็นต้นแบบทั้งผู้ปกครองและรุ่นพี่ที่ โรงเรียน ได้เห็นพ่อแม่และเพื่อนบ้านรวมกลุ่มกันขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชุมชน การจัดการทรัพยากร การดูแลจัดการป่า เขาจึงอยากเดิมตามแนวทางที่พ่อแม่ปลูกฝังไว้ “สมัยผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้ตามพ่อแม่ไปดูงาน ไปช่วยงาน จึงอยากทำเพื่อแบ่งเบางานของพ่อแม่บ้าง” กอปรกับที่โรงเรียนมีพี่ๆ ทำกิจกรรมเช่นนี้มาก่อนทำให้น้องนพได้มีโอกาสได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจากๆ พี่ น้องนพจึงรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ในชุมชนและชุมชนใกล้เคียงทำกิจกรรม ภายใต้ชื่อกลุ่มเยาวชนรักษ์น้ำตกเนินนกยูงบ้านคลองไม้แดงเหนือ 

 

จากเยาวชนตัวน้อยที่เรียนรู้การทำงานจากรุ่นพี่ วันนี้น้องนพเปลี่ยนบทบาทเป็นแกนนำเยาวชนที่คอยกระตุ้น หนุนเสริมให้น้องๆ ในชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลจัดการทรัพยากรในบ้านเกิด เป็นตัวกลางเชื่อมประสานงานกับผู้ใหญ่และหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด และสื่อสารแนวคิดสู่สังคมภายนอก เพื่อจุดประกายให้ชุมชนอื่นๆ และชุมชนใกล้เคียงเกิดแรงบันดาลใจ ถือเป็นการส่งผ่านแนวคิดด้านการอนุรักษ์ป่า วิถีชีวิต ประเพณี การละเล่นของท้องถิ่นอันเป็นอัตลักษณ์ที่น่าภูมิใจ รวมถึงการติดต่อประสานงานหางบประมาณให้น้องๆ ทำกิจกรรม มีทั้งการระดมเงินจากเยาวชน ขอการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ และหากเป็นรูปแบบการเข้าค่ายจะขอข้าวสารอาหารแห้งจากหน่วยงานร้านค้าบ้าง นอกจากนี้ น้องนพ ยังใช้ความสามารถและความถนัดส่วนตัวในการเชิดหนังตะลุง มาระดมทุนในการทำกิจกรรมของกลุ่ม และกลายเป็นเยาวชนผู้สืบทอดวัฒนธรรมพื้นบ้านของชุมชนด้วยบทบาท “นายหนัง” และรำมโนราห์อีกด้วย

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากคนไม่ค่อยพูด มีความสามารถกล้าพูดคุย กล้านำเสนอให้เพื่อนๆ รู้ว่า “ชุมชนของตนเองเป็นอย่างไร แตกต่าง มีอะไรเกิดขึ้นในชุมชน ชาวบ้านหลายคนอาจไม่กล้าพูด บอกและหันมาพูดกันตรงๆ เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน ถ้าเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ชุมชนก็คงต่างคนต่างอยู่ แต่ผมกระตุ้นให้เขารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในชุมชน เราต้องทำอะไรบ้าง” น้องนพ จึงเป็นเสมือนตัวคอยกระตุ้นให้ชาวบ้านไปร่วมประชุมต่างๆ จัดคนเข้าร่วมประชุม หรือหากผู้ใหญ่ไม่ว่าง น้องนพ ก็จะไปแทนแล้วก็กลับมาเล่าให้ชุมชนฟังอีกที  คอยประสานงานและกระตุ้นให้คนในชุมชนได้รับข่าวสารและความเคลื่อนไหวในการทำ งานของชุมเครือข่าย 7 บ้าน เคลื่อนไหวอย่างไร มีปัญหาอะไร วันไหนมีประชุมเครือข่าย วันไหนมีเวทีสัญจรของแต่ละบ้าน การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดจาก “เราได้เรียนรู้ ได้ศึกษา จึงพัฒนาตัวเองขึ้นมา” 

 

ในวันนี้จากการทำกิจกรรมที่ผ่านมา ทำให้น้องนพเห็นคุณค่าความเป็นดั้งเดิมของชุมชน ขณะที่เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่เหลือตัวตนของความเป็นท้องถิ่น ไม่มีอัตลักษณ์ของความเป็นคนใต้ ยึดติดกับค่านิยมสมัยใหม่ จบการศึกษาแล้วไม่กลับมาบ้าน ซึ่งเขาคิดว่าบางครั้งอาจไม่จำเป็นนักที่ชีวิตคนจะเดินไปบนเส้นทางนั้น น้องนพ จึงเลือกที่จะไม่เรียนต่อและหยุดการศึกษาไว้ที่มัธยมศึกษาตอนต้น และปักหลักหาเลี้ยงชีพด้วยการกรีดยางอยู่ในชุมชน “ตอนแรกว่าจะออกมาตั้งแต่ ม.1 แล้ว ตอนนั้นออกมาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อมาทำกิจกรรมกับผู้ใหญ่ในชุมชน แล้วก็เข้าไปใหม่ เนื่องจากมีคนขอร้องให้มาเรียน เลยเรียนให้จบ ม.3 จากนั้นก็ทำงานให้ชุมชนบ้านเกิดและครอบครัว” ช่วงที่น้องนพตัดสินใจไม่เรียนต่อ ก็มีเสียงจากผู้ใหญ่บางคนต่อต้านและถามว่า “มึงไม่เรียนแล้วจะทำอะไรกิน ตอนนั้นไม่ได้พูดอะไรมาก ก็ตอบไป แค่กรีดยางอยู่บ้าน นึกไปว่าการเรียนต่อแล้วไม่กลับมาชุมชนกับการไม่เรียนต่อแล้วช่วยงานชุมชน อย่างไหนถึงจะดี จึงตัดสินใจเลือกรับจ้างกรีดยางอยู่ที่บ้าน ให้น้องสาวเรียน เพราะใจจริงตัวเองอยากทำงานในชุมชนมากกว่า ไม่อยากไปไกลบ้าน และคอยช่วยเหลือผู้ใหญ่ทำงาน คอยประสานงานกับชุมชนต่างๆ และพาน้องๆ นอกชุมชนและในชุมชนมาทำกิจกรรมร่วมกัน” นอกจากนี้ความคิดของผู้ใหญ่ที่ดูถูกน้องนพว่าเรียนน้อยก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเห็นว่าเป็นคนทำงานจริงมีประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวม จากที่เคยเห็นต่างก็เริ่มเข้ามาให้คำปรึกษา และนำมาสู่การร่วมงานในที่สุด 

อ่านบันทึกการเรียนรู้ : ลูกไม้ไกลต้น...คนไม่ไกลบ้าน