การเรียนรู้ผ่านโครงการเพื่อชุมชน (PBL) เพื่อศึกษาหญ้าเนเปียร์เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนการผลิต ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคหมู่บ้านสามพระยา จังหวัดเพชรบุรี ปี 1

บทเรียนขอคำว่า “รับผิดชอบ”

โครงการศึกษาหญ้าเนเปียร์ เพื่อเป็นแนวทางการลดต้นทุนการผลิต


ที่ยังทำโครงการนี้อยู่ เพราะมันคาใจ โดยเฉพาะเรื่องเงิน มันเคลียร์ไม่ลงตัว เราลงทุนไปแล้ว ถ้าเรายกเลิกโครงการ เราต้องรวมเงินมาคืนเขา เราต้องรับผิดชอบตรงนี้

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี ตั้งอยู่คู่กับชุมชนหมู่บ้านสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม มีประชากร 660 คน 160 ครัวเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำปศุสัตว์ เลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะ และไก่ เมื่อนักศึกษาวิชาสัตวบาล วิทยาลัยเกษตรฯ อุ้ม-วราสิทธิ์ มีแก้ว ได้รับการชักชวนจากอาจารย์ให้ทำโครงการเพื่อชุมชน พวกเขามองว่านี่เป็น “โอกาส” ที่จะได้ฝึกประสบการณ์การเป็นสัตวบาล “ตัวจริง” จึงตกลงทำโครงการศึกษาหญ้าเนเปียร์ เพื่อเป็นแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคหมู่บ้านสามพระยา

เลือกทำในสิ่งใกล้ตัว

อุ้มบอกว่า เหตุที่เลือกทำเรื่องหญ้าเนเปียร์ เนื่องจากเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งสมาชิกทุกคนผ่านการเรียนและทดลองปลูกมาแล้วในวิชาพืชอาหารสัตว์ตอนเรียน ปวส. ปี 2 คิดว่าพวกเขาน่าจะมีศักยภาพพอที่จะทำโครงการนี้ได้

“เลือกพื้นที่บ้านสามพระยาเพราะอยู่ใกล้วิทยาลัย และชาวบ้านที่นี่เลี้ยงโคเป็นอาชีพหลัก หากใช้หญ้าเนเปียร์เลี้ยงโคนม จะช่วยลดต้นทุนได้ อีกทั้งหญ้าเนเปียร์ยังมีโปรตีนสูง ทำให้โคมีน้ำนมเยอะ”

ทีมวางแผนทดลองเลี้ยงโคนมด้วยหญ้าเนเปียร์ โดยจะทดลองเปรียบเทียบปริมาณน้ำนมระหว่างโคนมที่เลี้ยงด้วยหญ้าเนเปียร์และโคนมที่เลี้ยงด้วยอาหารชนิดอื่น การทำงานในช่วงแรก มีการแบ่งงานกันทำ โดยมอบหมายให้อาร์ตเป็นหัวหน้าทีม เพราะเป็นคนในพื้นที่ และเรียนเก่งที่สุด เสือทำหน้าที่จดบันทึก และดูแลการเงิน ส่วน อุ้ม โอ๊ต โอมเป็นทีมหนุน

กิจกรรมแรกของโครงการเริ่มต้นด้วยการจัดประชุมชาวบ้านในหมู่บ้านสามพระยา โดยประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านสามพระยาเพื่อขออนุญาตจัดประชุม และเชิญเกษตรการผู้เลี้ยงโคนม 30 ราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังการชี้แจงโครงการและรับสมัครอาสาสมัครที่จะทำการทดลอง

“อาร์ตรู้จักคนในหมู่บ้าน และเราก็ทำหนังสือเชิญประชุมด้วย เดินแจกหนังสือเชิญประชุมตามบ้านแต่ละหลังๆ” อุ่มเล่าวิธีทำงาน

การจัดกิจกรรมได้รับความสนใจจากเกษตรกรพอสมควร มีเกษตรกรที่ลงชื่อสมัครทดลอง 5 รายที่ตกลงทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์รายละ 10 ไร่ โดยทีมแจกท่อนพันธุ์ให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการนำไปปลูก

ปกติการเลี้ยงโคนมในหมู่บ้าน นิยมเลี้ยงด้วยเปลือกสับปะรดเพียงอย่างเดียว ไม่มีอาหารเสริมใดๆ โดยซื้อเปลือกสับปะรดจากโรงงานสับปะรดกระป๋อง ราคาตันละ 8,000-9,000 บาท (1 คันรถ) กองทิ้งไว้ 3-4 วัน ให้เปลือกสัปปะรดหายเหนียว หลังจากนั้นจึงนำไปให้โคกิน โคหนึ่งตัวกินเปลือกสับปะรดวันละ 10 กิโลกรัม(2 มื้อ) ซึ่งคิดเป็นต้นทุนกิโลกรัมละ 8-9 บาท ส่วนการปลูกหญ้าเนเปียร์มีต้นทุนท่อนพันธุ์กระสอบละ 200 บาท ปลูกได้ 4 ไร่ แต่เกษตรกรจะต้องดูแลโดยการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จนหญ้าอายุ 3 เดือน จึงเริ่มตัดให้โคกินได้ โดยหญ้าประมาณ 4 ไร่ สามารถใช้เลี้ยงโคจำนวน 105 ตัวได้นาน 1 สัปดาห์ หากเกษตรกรเลี้ยงโคด้วยหญ้าเนเปียร์จะสามารถลดต้นทุนค่าอาหารลงได้จำนวนมาก เพราะมีต้นทุนเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท ซึ่งกลาย

เป็นแรงจูงใจที่ดีแม้จะต้องมีการจัดการเพิ่มขึ้นในเรื่องการปลูก การดูแล และเกี่ยวหญ้าก็ตาม แถมยังมีแรงจูงใจอีกอย่างที่ช่วยให้เกษตรกรสนใจทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์ให้โคกิน คือ ปริมาณน้ำนมที่จะเพิ่มขึ้น

เหตุ...เปลี่ยนชีวิต

ขณะที่หญ้างอกงามได้ผลดี เกษตรกรเริ่มเกี่ยวหญ้าให้โคกิน การทำงานของทีมต้องสะดุดเมื่อเพื่อนในทีมประสบปัญหาชีวิต “เพื่อนๆ ในทีมผม 4 คน มีลูกหมดเลย เหลือผมคนเดียว” อุ้มบอกเล่าสถานการณ์

การที่เพื่อนๆ ต้องมีภารกิจสำคัญเพิ่มขึ้นมาในชีวิต ทำให้การทำงานเริ่มมีอุปสรรค แม้ว่าการทำโครงการจะเดินมาถึงครึ่งทางแล้วก็ตาม ในช่วงสรุปรายงานการทำงานช่วงแรก และรอรับงบประมาณสนับสนุนในช่วงที่ 2 สมาชิกในทีมก็ค่อยๆ สลายตัวไปอย่างเงียบๆ

“เหมือนต่างคนต่างอยู่ คนไม่พร้อม เพื่อนบางคนเขาอยากกลับบ้าน อยากกลับไปเลี้ยงลูก อยากไปหาแฟน ไม่มีใครคุยกันเรื่องโครงการเลย เจอหน้ากันคุยแต่เรื่องอื่น พอจะคุยเรื่องโครงการทุกคนเดินหนีกันหมด มีแต่ผมนี่แหล่ะเป็นคนพูดถึง เพราะผมยังคิดจะทำอยู่” อุ้มเล่าถึงสถานการณ์ที่เผชิญอยู่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้อาร์ตซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ไม่สามารถร่วมโครงการต่อได้ กลายเป็นความขัดแย้งในกลุ่มเพื่อน จนทะเลาะกันใหญ่โต เพื่อนหลายคนในกลุ่มตัดเป็นตัดตายกับอาร์ต เลิกคุยเลิกคบหา งานโครงการที่ทดลองค้างไว้ในพื้นที่บ้านสามพระยาไม่สามารถเข้าไปติดตามผลได้ เพราะมีความขัดแย้งกับเจ้าของพื้นที่ อุ้มในฐานะที่เป็นตัวกลาง เพราะยังเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ยังคุยกับอาร์ตพยายามสานต่อ แต่ด้วยแรงเดียวที่เหลืออยู่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

“ผมเป็นคนกลาง ที่รู้สึกว่ายังคุยกับอาร์ตได้ เพราะเป็นเพื่อนกัน เราไม่เคยทะเลาะกัน ไม่ได้โกรธที่เพื่อนทิ้งงาน เพราะเวลาผมโทรไปขอให้ช่วย เขาก็มาถ้าว่าง” อุ้มเล่าถึงความพยายามแก้ปัญหาโดยกล่าวเสริมว่า

ที่เขายังทำโครงการนี้อยู่ เพราะมันคาใจ โดยเฉพาะเรื่องเงิน มันเคลียร์ไม่ลงตัว เราลงทุนไปแล้ว ถ้าเรายกเลิกโครงการเราต้องรวมเงินมาคืนเขา เราต้องรับผิดชอบตรงนี้

จบ...เพื่อเริ่มใหม่

การเข้ารวมนำเสนอความก้าวหน้าของงานในเวที นับ 3 ที่จังหวัดราชบุรี ทีมซึ่งประกอบด้วยโอม เสือ โอ๊ต และอุ้ม จึงรายงานถึงกิจกรรมที่ทำไป พร้อมบอกเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับที่ประชุม ซึ่งในวันนั้นอุ้มรู้สึกว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการทำงานในโครงการศึกษาหญ้าเนเปียร์ เพื่อเป็นแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคหมู่บ้านสามพระยา

“จริงๆ อยากเข้าไปติดตามผลจากเกษตรกรว่า น้ำนมเพิ่มขึ้นไหม เพราะตอนที่เรียนเราทดลองมาแล้วว่า โคที่กินหญ้าเนเปียร์จะให้น้ำนมเพิ่ม 3-4 ลิตรต่อครั้งที่รีดน้ำนมต่อวัน เลยไม่รู้เลยว่าโคน้ำนมเพิ่มขึ้นหรือไม่ นี่คือจุดที่งานไม่สำเร็จ”

“ส่งรายงานครึ่งแรกและเคลียร์งบประมาณกับพี่เขาแล้ว แต่ถ้าประเมินงานในพื้นที่คิดว่า มันยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ค้างที่เพื่อนมันออกไปก่อน แล้วไม่มีใครเข้าไปอีก ต่างคนต่างมีภาระ ถ้าผมจะเข้าไปก็ไม่มีใครเข้าไปด้วย จริงๆ อยากเข้าไปติดตามผลจากเกษตรกรว่า น้ำนมเพิ่มขึ้นไหม เพราะตอนที่เรียนเราทดลองมาแล้วว่า โคที่กินหญ้าเนเปียร์จะให้น้ำนมเพิ่ม 3-4 ลิตรต่อครั้งที่รีดน้ำนมต่อวัน เลยไม่รู้เลยว่าโคน้ำนมเพิ่มขึ้นหรือไม่ นี่คือจุดที่งานไม่สำเร็จ” อุ้มเล่าอย่างเสียดาย แต่ก็คงยืนยันว่า เขาไม่ได้โกรธเพื่อนหรือผู้เกี่ยวข้องกับโครงการที่ทิ้งงาน รวมทั้งวันนี้ที่เพื่อนๆ ไม่ยอมมาให้ข้อมูลด้วยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม อุ้มเล่าว่า แม้จะยุติการทำงานในโครงการหญ้าเนเปียร์ฯ ไปแล้ว แต่โอมซึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มก็ได้ขอกับพี่ๆ ว่า อยากทำโครงการแต่เปลี่ยนเป็นโครงการใหม่คือ โครงการสัตวบาลน้อย ซึ่งมีเป้าหมายคือการฝึกทักษะในการดูแลปศุสัตว์ร่วมกับชุมชน ซึ่งทางพี่ๆ ในโครงการฯ ก็ยินดีให้ทีมพิสูจน์ตนเองอีกครั้งภายใต้กรอบงบประมาณที่เหลืออยู่ และเวลาในการทำงานต่ออีก 2 เดือน

แรงผลักจากความไม่สำเร็จ

แม้การทำโครงการหญ้าเนเปียร์ฯ จะไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อุ้มก็ได้เรียนรู้มากมาย โดยเฉพาะบทเรียนของความรับผิดชอบ และกล้าหาญที่จะยอมรับกับความไม่สำเร็จจากสิ่งที่ทำ และประโยชน์ที่เขาได้จากการทำโครงการคือ การได้ฝึกฝนและนำความรู้จากห้องเรียนมาใช้ในการปฏิบัติงานจริง ในขณะเดียวกันบทเรียนชีวิตของเพื่อนๆ ในกลุ่ม การเห็นชีวิตที่พลิกผันต่อหน้าต่อตา ทำให้เขารู้ว่า ปัญหาการท้องโดยไม่พร้อมเป็นปัญหาใหญ่ ที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนและประเทศชาติจริงๆ และอดเสียดายแทนเพื่อนๆ ทั้งหญิงและชายที่ประสบปัญหาดังกล่าวที่หมดโอกาสในการเรียนต่อไปโดยปริยาย

“ได้เรียนรู้มากมาย โดยเฉพาะบทเรียนของความรับผิดชอบ และกล้าหาญที่จะยอมรับกับความไม่สำเร็จจากสิ่งที่ทำ และประโยชน์ที่เขาได้จากการทำโครงการคือ การได้ฝึกฝนและนำความรู้จากห้องเรียนมาใช้ในการปฏิบัติงานจริง”

สำหรับอุ้มเอง เขาตั้งใจที่จะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น แม้ว่าในอดีตเขาเป็นเด็กไม่รักเรียน เคยมีประวัติการติด 0 ทุกวิชาในระดับมัธยมมาแล้ว แต่ด้วยแรงผลักดันของพ่อจึงได้เรียนต่อในระดับ ปวส. แต่การจะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาสัตวศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยภาคตะวันตกในอนาคตอันใกล้นี้เป็นเพราะแรงขับภายในที่อยากลบคำปรามาสของเพื่อนบ้าน

“โดนดูถูกจากคนข้างบ้านมาตั้งแต่มัธยมแล้ว ผมก็ยอมรับนะว่า ผมเรียนไม่เก่ง แต่ผมไม่ชอบคนดูถูก เขาชอบว่าเราว่าจะเรียนไม่จบ ก็เลยฮึด จะเอาใบปริญญามาให้ได้” อุ้มประกาศความตั้งใจ

แต่วันนี้อุ้มได้ “เปิดใจ” ให้ตัวเองได้สัมผัสกับความไม่สำเร็จที่เกิดขึ้น เรียนรู้และจดจำบทเรียนครั้งนี้ไว้ตลอดไป


โครงการศึกษาหญ้าเนเปียร์ เพื่อเป็นแนวทางการลดต้นทุนการผลิต

ทีมงาน : 

  • วราสิทธิ์ มีแก้ว 
  • ธีรพงศ์ คูณทวี
  • อิทธิพล เพชรขาว
  • อนุวัช นุ่นทราย
  • สุธร บุญประเสริฐ