เรียนรู้รอบด้าน ผ่านการลงมือทำ
โครงการบิ๊กอุย ช่วยเพื่อน
ความรู้เรื่องการแปรรูปจากศาสตร์ต่างสาขาวิชาที่เรียนเป็นการเปิดโลกให้ทีมงานเห็นรอบด้านมากขึ้น การทำโครงการร่วมกันยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ที่เดิมต่างคนต่างเรียน ต่างรับผิดชอบงานของตน ใครทำงานเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ แต่เมื่อมาทำโครงการกลายเป็นว่า เพื่อนเริ่มช่วยงานกันมากขึ้น เริ่มคุยกันมากขึ้น แต่สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงสู่ตัวทีมงานมากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงด้านวิธีคิดที่ได้เรียนรู้เรื่องการวางแผนการดำเนินโครงการอย่างครอบคลุม รู้จักการคิดวิเคราะห์
“ทำเพื่อคะแนน เพื่อเกรด”
คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลุ่มนักศึกษาสาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ที่ประกอบด้วย มีน-ปทิตตา ท้วมสุข นันท์-ศาสดา แก้วงาม ฟ้า-สุธิดา สำลีวงษ์คิง- คณาวุฒิ อินทะสะระ และลัดดา ยามูยีมะก้าวเข้ามาเรียนรู้กับโครงการพลังพลเมืองเยาวชนสงขลา โดยการชักชวนของอาจารย์สันติธรรม เทพฉิม เพราะเห็นว่าไหน ๆ ลูกศิษย์ก็ต้องเรียนวิชาโครงการอยู่แล้ว การได้รับงบประมาณและโอกาสในการเรียนรู้จากโครงการน่าจะเป็นการเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีแก่นักศึกษา

ลงมือทำอย่างตั้งใจ
ในด้านของลูกศิษย์ มีนยอมรับว่า ความรู้สึกเริ่มแรกที่ตัดสินใจทำโครงการคือ ทำเพื่อคะแนน ทำเพื่อเกรด ไม่ได้คาดหวังจะเรียนรู้อะไรมากมาย คิดเพียงว่าน่าจะได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน เมื่ออาจารย์มาชักชวน เธอจึงไปรวบรวมเพื่อน ๆ ทำโครงการบิ๊กอุย ช่วยเพื่อน เพราะอยากนำความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เรียนมา ปรับใช้ในการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย
ซึ่งเป็นปลาดุกที่ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย กับปลาดุกรัสเซียเพศผู้ เป็นพันธุ์ปลาที่มีความแข็งแรงและหายาก ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาด แต่โดยทั่วไปแล้วปลาดุกบิ๊กอุยจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นคาว และมีไม่เพียงพอกับตลาด ทีมงานจึงต้องการศึกษาเรื่องการลดกลิ่นคาว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แกนนำทั้ง 5 คน ได้ฝึกทักษะให้ครบวงจรทั้งการเลี้ยง การแปรรูป และจำหน่ายปลาดุกบิ๊กอุย โดยนำรายได้มาเป็นทุนการศึกษาของสมาชิกที่มีฐานะยากจน พร้อมกับส่งมอบความรู้เรื่องนี้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ซึ่งโดยปกติจะไม่ได้เรียนครบวงจรแบบนี้ การเรียนที่ผ่านมาของพวกเขาเน้นไปที่การเลี้ยงเท่านั้น
“แม้จะทำเพื่อคะแนน แต่ก็เป็นการทำงานอย่างตั้งใจ ทีมงานเลือกเรื่องการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติกซึ่งเป็นการนำความรู้จากการเรียนในสาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาใช้ประโยชน์ เพื่อทดลองกำจัดกลิ่นคาวในตัวปลา และเพิ่มมูลค่าปลาดุกด้วยการแปรรูป”
การรวมทีม เป็นการรวมตัวของสมาชิกในห้อง มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละคน มีนเป็นหัวหน้าโครงการ ฟ้าทำหน้าที่เลขาและรองหัวหน้าโครงการ ลัดดารับผิดชอบงานเหรัญญิก นันท์และคิงเป็นสมาชิกร่วมคิดร่วมทำ แม้จะทำเพื่อคะแนน แต่ก็เป็นการทำงานอย่างตั้งใจ สำหรับการเลี้ยง ทีมงานเลือกเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติกซึ่งเป็นการนำความรู้จากการเรียนมาใช้ประโยชน์ เพื่อหาวิธีเลี้ยงที่ทำให้ปลาไม่มีกลิ่นคาว กลิ่นสาบ
“กลิ่นคาวในตัวปลาเกิดจากการหมักหมมของวัชพืชในบ่อเลี้ยงปลา และปลาดุกเป็นปลาที่หากินก้นบ่อซึ่งมีดินโคลนหมักหมมอยู่ ไม่ค่อยหากินเหนือผิวน้ำ กลิ่นสาบจึงซึมเข้าไปในตัวปลา ยิ่งปลาตัวใหญ่ ๆ ที่เลี้ยงนานๆ กลิ่นจะมากตามไปด้วย ผู้บริโภคบางรายจึงไม่ชอบ ยิ่งถ้านำไปแปรรูปยิ่งไม่อร่อย เพราะยังมีกลิ่นสาบของโคลนอยู่”
ทีมงานเลือกใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ทดลองเลี้ยงปลาดุก เพราะสะดวกทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทดลองเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติกโดยใช้อีเอ็มเพื่อลดปัญหากลิ่นคาว กลิ่นสาบในตัวปลา
“ความรู้จากห้องเรียนเรื่องการใช้อีเอ็มน้ำ ถูกนำมาใช้ในการทดลองเลี้ยงปลาดุก...พร้อมทั้งแบ่งหน้าที่กันดูแลให้อาหาร เปลี่ยนน้ำในบ่อ โดยมีข้อตกลงกันว่าจะต้องมีการบันทึกข้อมูลไว้ตลอดเวลา ซึ่งได้แก่ การวัดขนาด สุ่มชั่งน้ำหนัก ปริมาณอาหาร และช่วงเวลาที่ให้อาหาร”

แปลงความรู้สู่ “ปฏิบัติการ”
ความรู้รื่องการใช้อีเอ็มน้ำที่เคยเล่าเรียน ถูกนำมาใช้ในการทดลองเลี้ยงปลาดุก ด้วยรู้มาว่า การใส่อีเอ็มผสมลงไปในน้ำจะช่วยย่อยสลายซากต่าง ๆ ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อเลี้ยงบ่อย ๆ ช่วยลดความสกปรกของก้นบ่อ การทำงานเริ่มด้วยการสร้างบ่อพลาสติก โดยซื้อพลาสติกหนึ่งผืนใหญ่ มาตัดแบ่งทำบ่อเลี้ยงปลาขนาด 3 เมตร ได้ถึง 5 บ่อ แต่ละบ่อเลี้ยงปลาได้ 500 ตัว จากนั้นจึงทำน้ำอีเอ็ม ด้วยการนำหัวเชื้ออีเอ็มจากร้านค้ามาขยายเชื้อในน้ำ 40 ลิตร ผสมกับกากน้ำตาลอีก 6 ลิตร หมักไว้เพื่อใช้งาน พร้อมทั้งแบ่งหน้าที่กันดูแลให้อาหาร เปลี่ยนน้ำในบ่อ โดยมีข้อตกลงกันว่าจะต้องมีการบันทึกข้อมูลไว้ตลอดเวลา ได้แก่ การวัดขนาด สุ่มชั่งน้ำหนัก ปริมาณอาหาร และช่วงเวลาที่ให้อาหาร
“ความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติกเป็นความรู้ที่มีอยู่แล้ว แต่วิธีการที่พวกเราทำแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีการก่ออิฐบล็อกขึ้นมา 1 ชั้นโดยไม่ต้องขุดดิน ใช้ไม้เป็นโครงยึด บ่อสูง 1.5 เมตร กว้าง 2.5 เมตร ยาว 3 เมตร ส่วนที่นำอีเอ็มมาใช้ เพราะที่ผ่านมาพบว่า อาหารปลามักทำให้น้ำมีกลิ่นเหม็น ทำให้ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำในปริมาณมาก จึงนำไปสู่การคิดวิธีลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำเสีย โดยใช้อีเอ็มหรือน้ำหมักจุลินทรีย์ เพื่อชะลอการเน่าเสียของน้ำในบ่อปลา จากเดิมที่ต้องเปลี่ยนน้ำในบ่อสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเมื่อปลาโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักและรสชาติดี สามารถขายได้ในราคาที่ดีขึ้น” มีนอธิบาย
นอกจากใส่ใจเรื่องน้ำแล้ว เรื่องอาหารทีมงานก็ให้ความสำคัญเช่นกัน มีนเล่าว่า พวกเขาจัดแบ่งเวรกันให้อาหารปลา โดยมีกฎว่าผู้เป็นเวรต้องมาถึงวิทยาลัยก่อน 1 ชั่วโมงเพื่อให้อาหารปลา และการให้อาหารปลาในแต่ละครั้งจะต้องมีการคำนวณปริมาณอาหารที่ให้ต่อ 1 บ่อให้พอดี เมื่อให้อาหารปลาเสร็จแล้วจะต้องยืนเฝ้าบ่อปลา คอยจับสังเกตการกินของปลา ว่า กินอาหารหมดหรือเปล่า ถ้าปลากินไม่หมดจะต้องตักอาหารเหล่านั้นออกจากบ่อเพื่อไม่ให้เป็นเศษขยะตกค้างที่ทำให้บ่อส่งกลิ่นเหม็นได้ หากปลากินอาหารไม่หมดครั้งต่อไปก็ต้องลดปริมาณอาหารลงเพื่อประหยัดต้นทุน
ทีมงานบอกว่า พวกเขาคาดว่าอัตรารอดของปลาดุกที่เลี้ยงจะอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลปรากฏว่าทำได้ดีกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จากการทดลองที่ได้ผลทำให้นึกถึงเกษตรกรที่เลี้ยงปลา เพราะอัตรารอดที่เพิ่มขึ้นหมายรวมถึงรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และจากเดิมที่ต้องเปลี่ยนน้ำในบ่อเลี้ยงสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง ก็ลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละครั้ง ทำให้เกษตรกรสามารถประหยัดน้ำและเวลาในการเลี้ยงปลาดุกลงได้มาก แต่เป้าหมายที่อยากให้ปลาดุกที่เลี้ยงมีกลิ่นคาวลดลงนั้น พวกเขายอมรับว่ายังทำได้ไม่ดี เพราะเมื่อนำไปแปรรูปปลายังคงมีกลิ่นคาวเล็กน้อย แต่หากนำไปปรุงอาหารไม่มีกลิ่นคาว
“เพราะเป็นเรื่องที่ทำมากับมือ การบรรยายจึงฉะฉาน ประกอบกับการใช้ภาพถ่ายช่วยในการเล่าเรื่อง จึงสร้างความกระจ่าง และดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านได้เป็นอย่างดี จนชาวบ้านบางรายนัดหมายขอติดตามเข้าไปศึกษาดูงานที่บ่อเลี้ยงปลาของทีมงานในวิทยาลัย”

ขยายผลความรู้ “สู่ชุมชน”
หลังจากเลี้ยงปลาได้ 1 เดือน ทีมงานได้ผสานกิจกรรมของโครงการเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมบริการชุมชนของวิทยาลัย นำความรู้ไปขยายผลให้เกษตรกรที่ชุมชนท่าสะอ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 100 หลังคาเรือน มีอาชีพหลักคือ ทำประมง ชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงปลาดุกไว้รับประทานในครัวเรือน โดยเลี้ยงในบ่อท่อซีเมนต์ที่จุปลาได้ 100-150 ตัว และมักมาขอซื้อลูกพันธุ์ปลาดุกจากวิทยาลัย
“ปกติที่วิทยาลัยจะมีการเพาะเลี้ยงลูกปลาดุก ขายพันธุ์ปลา อาหาร และเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนอยู่แล้วในงานบริการชุมชน พวกเราจึงใช้โอกาสนี้ขอเข้าไปให้ความรู้เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติกเพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงในบ่อดิน หรือบ่อคอนกรีต ซึ่งทำให้ปลาดุกโตช้าหรือโตไม่เต็มที่เพราะปลาแน่นเกินไป” มีนเล่า
มีนเสริมต่อว่า การเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน มีทัพหน้าเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยทำหน้าที่นัดหมายกับผู้นำชุมชน วิทยาลัยสนับสนุนพันธุ์ปลาเพื่อแจกชาวบ้าน ส่วนทีมงานรับผิดชอบเรื่องการให้ความรู้โดยจัดเป็นนิทรรศการอธิบายการทำงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมบ่อ และการเลี้ยง ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวประมงให้ความสนใจมาก เพราะต้องการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพหลัก คิดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการออกหาปลาในทะเลที่นับวันยิ่งไม่มีความแน่นอนว่าจะได้ปลาหรือสัตว์น้ำพอเพียงต่อการเลี้ยงชีพหรือไม่
“เหตุผลที่อาจารย์ให้พวกเราทดลองเลี้ยงปลาดุกก่อนออกไปชุมชน เพราะต้องการให้พวกเรามีความรู้จากการได้ทำด้วยตัวเองก่อน เมื่อถึงเวลาไปให้ความรู้คนในชุมชนจะได้มั่นใจในตัวเอง และส่งต่อความรู้ได้อย่างชัดเจน” มีนย้ำแนวคิดอาจารย์
บรรยากาศของการเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนที่มัสยิดของหมู่บ้านท่าสะอ้าน ชาวบ้านกว่า 50 คนมาตามนัดหมาย บางคนแม้ไม่ได้พันธุ์ปลา แต่ก็สนใจมาฟังอีกราว ๆ 20 คน เวลา 9.00-12.00 น. บริเวณมัสยิดจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน การได้เรียนรู้และลงมือทำอย่างถ่องแท้ทำให้ทีมงานรู้ว่า การเลี้ยงลูกปลาดุกให้รอด อยู่ที่อาหารต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับลูกปลาดุก นั่นคือต้องมีเม็ดเล็กเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้เมื่อวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพแจกพันธุ์ปลา ทีมงานหารือกันว่า หากปล่อยให้ชาวบ้านเลี้ยงด้วยอาหารทั่วไป อัตรารอดของปลาคงน้อย จึงตกลงกันว่าจะเจียดเงินจากงบประมาณโครงการ นำไปซื้ออาหารปลาเม็ดเล็กพิเศษเพื่อแบ่งปันให้กับชาวบ้านรายละ 2 กิโลกรัม
ทั้งนี้ จากการฝึกเลี้ยงปลาดุกทำให้ทีมงานรู้ว่า ตนเองยังขาดความรู้เรื่องการทำอาหารปลา ทำให้ยังต้องพึ่งพาการซื้อจากบริษัททซึ่งมีราคาสูงมาก ถุงขนาด 2 กิโลกรัม ราคา 150-170 บาท ซึ่งต้นทุนด้านอาหารเป็นต้นทุนสำคัญที่มีผลต่อการอยู่รอดของเกษตรกร แม้ปัจจุบันเกษตรกรจะนิยมใช้อาหารสด เช่น เครื่องในปลาหรือไส้ไก่เพื่อลดต้นทุนด้านอาหารก็ตาม
การถ่ายทอดความรู้นอกจากวิธีการเลี้ยง และการดูแลแล้ว ทีมงานไม่ลืมที่จะบอกเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะมีผลต่อคุณภาพการเลี้ยง เช่น การเปลี่ยนอาหารเมื่อปลาโตขึ้น ที่ต้องค่อย ๆ ผสมอาหารใหม่กับชนิดเดิม แล้วค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนของอาหารชนิดใหม่ลงไป
“เราต้องแนะนำให้เขา เพราะชาวบ้านบางคนไม่รู้ เขาเลี้ยงแบบง่าย ๆ เมื่อปลาไม่กิน เขาจะเข้าใจว่าปลาเป็นโรค ก็จะจับไปทำอาหารเลย โดยที่ไม่รู้ว่าที่ปลาไม่กินเพราะเปลี่ยนอาหาร” มีนเล่า
เพราะแผนการทำงานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นว่า ให้มีการบันทึกข้อมูลและถ่ายภาพขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะคิดว่าส่วนหนึ่งสามารถใช้ในการทำรายงานในวิชาเรียนได้ และอีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน เพราะเป็นเรื่องที่ทำมากับมือ การบรรยายจึงฉะฉาน ประกอบกับการใช้ภาพถ่ายช่วยในการเล่าเรื่อง จึงสร้างความกระจ่าง และดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านได้เป็นอย่างดี จนชาวบ้านบางรายนัดหมายขอติดตามเข้าไปศึกษาดูงานที่บ่อเลี้ยงปลาของทีมงานในวิทยาลัย ซึ่งทีมได้ใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์แผนงานของโครงการ ซึ่งจะมีการถ่ายทอดความรู้เรื่องการแปรรูปปลาดุกเพิ่มเติม
“พยายามทดลองให้สำเร็จ เพราะคิดว่าเมื่อเราลงมือทำแล้วต้องทำให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นจะค้างคาใจ สงสัยอยู่นั่นแหละว่าทำไมยังเน่า ทำไมยังนิ่ม จนกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง ต้องทำให้สำเร็จจนได้”

จากผู้เลี้ยง ฝึกปรือสู่ผู้ประกอบการ
หลังเลี้ยงปลาครบ 3 เดือน ทีมงานจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ด้วยการเรียนรู้วิธีแปรรูปปลาดุกเป็นปลาดุกร้า หรือปลาดุกแดดเดียว ซึ่งเป็นการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ โดยอาจารย์ที่ปรึกษาได้ประสานงานขอความช่วยเหลือจากอาจารย์สาขาการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของวิทยาลัย มาช่วยสอนวิธีการแปรรูปให้ กระบวนการเรียนรู้ในขั้นตอนการทำปลาดุกร้า ไม่ได้ซับซ้อนหรือยากเย็นแต่อย่างใด หากแต่ขั้นตอนการล้างปลาให้หมดกลิ่นคาว กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการทำงาน
“ถ้าทำเป็นปลาแดดเดียวล้างปลาแค่น้ำหรือ 2 น้ำก็พอแล้ว แต่ถ้าทำเป็นปลาดุกร้าเราต้องล้างทั้งหมด 8 ครั้ง ให้หมดกลิ่นคาว เพราะถ้าล้างไม่สะอาดปลาจะเน่า เนื้อจะนิ่ม เมื่อล้างเสร็จแล้วนำเกลือและน้ำตาลอย่างละครึ่งกิโลกรัม มาผสมกันใส่ในท้องปลาดุก จากนั้นวางเรียงเป็นแถวแล้วโรยด้วยเกลือและน้ำตาลที่ผสมไว้อีกที ก่อนจะนำไปบรรจุในถุงไม่ให้อากาศเข้าไปเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วนำออกมาตากแดด 3 แดด เสร็จแล้วจึงนำไปบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์” มีนอธิบายวิธีทำปลาดุกร้า
กว่าจะได้สูตรปลาดุกร้าที่ใช่ และปลาหมดกลิ่นอย่างที่มีนเล่า ทีมงานใช้ปลาจำนวน 250 ตัว เพื่อทดลองแปรรูป ต้องปรับสูตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อพบว่าปลาดุกร้าที่ทำยังคงมีกลิ่นคาวแทรกซึมอยู่ให้รู้สึกยามลิ้มชิมรส การปรับสูตรเพิ่มเกลือลดน้ำตาล หรือเพิ่มน้ำตาลลดเกลือ ก็ยังไม่เป็นผล เมื่อเพิ่มเกลือก็กลายเป็นเค็ม เมื่อเพิ่มน้ำตาลก็กลายเป็นหวาน แถมเนื้อปลาก็ยังนิ่ม ทดลองเปลี่ยนส่วนผสม 3-4 ครั้ง จนอาจารย์ที่สอนแนะนำให้เพิ่มการล้างให้สะอาด ซึ่งการล้างต้องใส่ใจล้างหลาย ๆ รอบจนเนื้อข้างในตัวปลาขาวสะอาด ทีมงานสู้อดทนทดลองเพิ่มรอบในการล้างปลาจาก 3 ครั้ง เป็น 4 ครั้ง 5 ครั้ง จนได้คุณภาพที่ต้องการที่การล้างปลา 8 ครั้ง
“พยายามทดลองให้สำเร็จ เพราะคิดว่าเมื่อเราลงมือทำแล้วต้องทำให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นจะค้างคาใจ สงสัยอยู่นั่นแหละว่าทำไมยังเน่า ทำไมยังนิ่ม จนกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง ต้องทำให้สำเร็จจนได้” มีนยืนยันความตั้งใจ ซึ่งนันท์และคิงต่างก็เห็นด้วย เพราะอยากทำให้สำเร็จ โดยไม่ได้รู้สึกท้อ หรืออยากหยุดทำเลย
จากการทดลองตั้งแต่เลี้ยงไปจนถึงแปรรูป ทำให้ทีมงานรู้ต้นทุนการเลี้ยงปลาดุก รวมค่าพลาสติก แรงงาน และอาหารปลา 1 บ่อ มีต้นทุนไม่เกิน 3,000 บาท แต่ยังไม่รวมค่าพันธุ์ปลาที่ได้มาจากวิทยาลัย 2,000 ตัว ส่วนการขายปลาดุกร้า ทีมงานได้ศึกษาราคาขายปลาดุกร้าและปลาดุกแดดเดียวจากตลาดในอำเภอระโนดซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าขายมากที่สุดในจังหวัดสงขลา มากำหนดเป็นราคาขายของตนเองราคาถุงละ 40 บาท บรรจุปลาดุกร้า 3 ตัว ซึ่งเลือกแปรรูปเป็นปลาดุกร้าเพราะราคาดีกว่า (เมื่อคำนวณจากอัตรารอดของปลาที่เลี้ยง 80 เปอร์เซ็นต์ จะมีปลาสำหรับทำปลาดุกร้า 1,600 ตัว ทำปลาดุกร้าได้ 534 ถุง ขายถุงละ 40 บาท จะได้เงิน 21,360 บาท) และนำไปจำหน่ายที่วิทยาลัยและตลาดภายนอก
“ปลาดุกร้าจะขายได้ราคาดีกว่าปลาสดหรือปลาแดดเดียว ปลาแดดเดียวส่วนมากที่ทำขายเป็นถุงๆ ละ 5-6 ตัว ขายถุงละ 100 บาท แต่ถ้าเป็นปลาดุกร้าขายถุงละ 3 ตัว 60 บาท เราเน้นขายปลาแปรรูปมากกว่าขายสด เพราะขายสดจะถูกกดราคาเหลือกิโลกรัมละ 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดปลา เลยไม่ขาย ยกเว้นอาจารย์ในวิทยาลัยมาขอซื้อก็จะขาย ให้ราคากิโลกรัมละ 70 บาท แต่ก็ไม่ค่อยคุ้ม เพราะปลาเราเลี้ยงไว้แปรรูป ถ้าจะเลี้ยงไว้ขายสดต้องเลี้ยง 4 เดือนขึ้นไป” ทีมงานเล่าแนวคิดการขายปลา
เมื่อใกล้จบโครงการ ปลาที่เลี้ยงไว้ขายหมดพอดี ทีมงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว นั่นคือ เพื่อน ๆ ในกลุ่มมีรายได้ระหว่างเรียน และบ่อปลาดุกที่พวกเขาเฝ้าดูแลได้กลายเป็นแหล่งความรู้ที่เผยแพร่สู่เพื่อน ๆ และรุ่นน้องในวิทยาลัยที่จะได้มาสานต่อ เพื่อสร้างรายได้ระหว่างเรียน ด้วยเหตุนี้ทีมจึงนำผลกำไรจากการขายปลา มาซื้อพันธุ์ปลา และอุปกรณ์เป็นทุนเริ่มต้นให้กับน้อง ๆ ที่สนใจ
จากแรงจูงใจที่อยากได้ “เกรด” กลายเป็นงานที่ทำแล้วสนุก เพราะได้ทดลองทำแล้วเห็นผลสำเร็จ ทั้งยังก่อให้เกิดความรู้สึกชอบในการทำโครงการ เมื่อมีความชอบก็มีความอุตสาหะที่จะฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคระหว่างทาง เช่น การทำรายงาน ที่ทีมงานต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าขาดความรู้เรื่องนี้ ซึ่งได้รับการแนะนำเรื่องหลักการเขียนจากอาจารย์ที่ปรึกษา และทีมงานได้หาตัวช่วยโดยชวน นิว-จิราภา แดงดิษฐ์เครี เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เข้ามาช่วยในการเรียบเรียงเอกสารรายงาน
“เมื่อก่อนคิดจะทำก็ทำเลยไม่เคยวางแผนหรือคิดว่าทำแล้วผลจะเป็นอย่างไร เช่น จะเลี้ยงปลาก็เลี้ยงเลย ไม่มีการวางแผนว่าจะต้องเลี้ยงให้ได้ขนาดเท่าไร แล้วเราจะนำไปทำอะไร โครงการนี้ทำให้เรารู้จักการคิด การวิเคราะห์ และการวางแผน...ตอนแรกคิดแค่ว่าอาจารย์ให้เลี้ยงก็เลี้ยงไป”

“ความมั่นใจ” แรงผลักดันให้ก้าวเดินต่อ
มีนเล่าว่า กว่าที่เธอจะกลายเป็นคนที่กล้าแสดงออก พูดจาฉะฉานได้เช่นนี้ มาจาก “การลงมือทำ” ทั้งสิ้น ช่วงแรก ๆ ของการเข้าร่วมกิจกรรมกับสงขลาฟอรั่มเธอยอมรับว่า มาร่วมกิจกรรมครั้งแรกก็อยากกลับบ้าน เพราะกลัวการพบปะกับคนหมู่มาก ไม่กล้าพูด แต่เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมบ่อยครั้งเข้าจึงเกิดความเคยชิน และเพิ่มความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อได้มีโอกาสเล่าถึงสิ่งที่ได้ลงมือทำเองมากับมือ
ความรู้เรื่องการแปรรูปจากศาสตร์ต่างสาขาวิชาที่เรียน เป็นการเปิดโลกให้ทีมงานเห็นรอบด้านมากขึ้น อีกทั้งการทำโครงการร่วมกันยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ที่จากเดิมต่างคนต่างเรียน ต่างรับผิดชอบงานของตน ใครทำงานเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ แต่เมื่อมาทำโครงการกลายเป็นว่า เพื่อนเริ่มช่วยงานกันมากขึ้น เริ่มคุยกันมากขึ้น แต่สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงสู่ตัวทีมงานมากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงด้านวิธีคิด ที่ได้เรียนรู้เรื่องการวางแผนการดำเนินโครงการอย่างถี่ถ้วน และรู้จักการคิดวิเคราะห์
“เมื่อก่อนคิดจะทำก็ทำเลยไม่เคยวางแผนหรือคิดว่าทำแล้วผลจะเป็นอย่างไร เช่น จะเลี้ยงปลาก็เลี้ยงเลย ไม่มีการวางแผนว่าจะต้องเลี้ยงให้ได้ขนาดเท่าไร แล้วเราจะนำไปทำอะไร โครงการนี้ทำให้เรารู้จักการคิด การวิเคราะห์ และการวางแผน โดยเฉพาะช่วงที่เข้าไปในชุมชน เข้าหาชาวบ้าน ทำให้เราเริ่มคิดว่า ถ้าเราไปเราต้องพูดอะไรให้ชาวบ้านฟัง เริ่มมีการปรึกษากันในกลุ่มมากขึ้น เริ่มมีการวางแผนกันว่าโครงการเราจะทำอะไรต่อไป เพราะตอนแรกคิดแค่ว่าอาจารย์ให้เลี้ยงก็เลี้ยงไป ไม่ได้แบ่งเวรกัน ใครว่างก็ไปให้อาหาร บางทีผลจากการที่เราไม่ได้คุยกัน เราไปให้อาหารซ้ำ ๆ กัน ทำให้น้ำมันเน่า แต่พอเราได้เรียนรู้แบบนี้ทำให้รู้ปัญหาว่าถ้าเราไม่ได้คุยกันเรื่องการวางแผน ก็มาคุยกัน ปรับกัน ทำให้มันดีขึ้น เราก็แบ่งเวรให้อาหาร พอเปลี่ยนน้ำเราก็แบ่งหน้าที่กันว่าใครทำอะไร เริ่มมาวางแผนหลังจากไปพบกับชาวบ้าน” มีนเล่าถึงปัญหาที่พบระหว่างทาง
สำหรับคิงแล้ว การทำโครงการทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของการตรงต่อเวลา และมีวินัยมากขึ้น ด้วยตระหนักว่าตนเองจะต้องสอนเพื่อนและรุ่นน้องเพื่อส่งต่อความรู้ จึงต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาอย่างใส่ใจจึงกลายเป็นต้นทุนที่คิงคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อจำหน่าย ที่หมายมั่นว่าจะยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวหลังเรียนจบไปแล้ว “จากความคิดแรกที่ทำเพื่อเกรด แต่พอทำไปๆ ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน เมื่อก่อนไปให้อาหารเสร็จก็กลับ เดี๋ยวนี้ใส่ใจมากขึ้น เช่น เวลาไปให้อาหารก็จะดูว่าปลากินหมดไหม ถ้าตอนเช้าปลากินเยอะแล้ว ตอนเย็นเราก็ลดอาหารลงหน่อย นอกจากนี้ยังคอยดูด้วยว่าปลาตัวโตแค่ไหน มีอะไรไปกวนมันบ้าง ซึ่งการดูแลอย่างใส่ใจเช่นนี้ยังช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้อีกด้วย” คิงเล่า
เช่นเดียวกับนันท์ ที่สารภาพว่า ต้องปรับพฤติกรรมตนเองหลังจากทำโครงการ คือปรับเป็นคนที่มาวิทยาลัยเช้าขึ้น เพื่อมาให้อาหารปลา ทำให้กลายเป็นคนที่ตรงต่อเวลามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ส่วนนิวที่อาสามาช่วยเพื่อนทั้ง ๆ ที่เรียนอยู่ต่างมหาวิทยาลัย และไม่ได้มีชื่ออยู่ในโครงการ แต่มาช่วยเพื่อนทำรายงาน ก็ได้ทั้งทักษะในการทำรายงานมากขึ้น และยังได้ทักษะในเรื่องการบริหารจัดการโครงการ การบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะเรียนจบและเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายงานพัฒนาชุมชนต่อไป
จากวันแรกที่ตัดสินใจทำโครงการอย่างจำใจและจำยอม เพราะหวังเกรด แต่การสัมผัสของจริงได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ทีมงานมากกว่าที่เคยได้รับในห้องเรียนหรือกรอบรายวิชา ผลลัพธ์ของการลงมือทำยัง “จุดประกาย” ให้เกิดการเรียนรู้ในมิติที่มากกว่าการเลี้ยงปลาดุกและการแปรรูป แต่ทีมงานมีแรงบันดาลใจในการปรับพฤติกรรมตนเองให้มีวินัยมากขึ้น วางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ และพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้และทรัพยากรที่มีเพื่อช่วยอุ้มชูเพื่อน ๆ และรุ่นน้องที่ต้องการสร้างรายได้ระหว่างเรียน นอกจากความสมหวังจากเกรด 4 ที่ได้มาในปลายเทอมแล้ว พวกเขายังค้นพบว่า เคล็ดลับของการรู้จริง มั่นใจ นั้นมาจากการลงมือทำ...

โครงการ : บิ๊กอุย ช่วยเพื่อน
ที่ปรึกษา : อาจารย์สันติธรรม เทพฉิม วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์
ทีมทำงาน : ( ปทิตตา ท้วมสุข ) ( คณาวุฒิ อินทะสะระ ) ( ลัดดา ยามูยีมะ ) ( ศาสดา แก้วงาม ) ( จิราภา แดงดิษฐ์เครี ) ( สุธิดา สำลีวงษ์ )