ทางเดินของการเรียนรู้
โครงการตลาดนัดพาเพลินเดินไปไร้ขยะ ปี 2

ภาวะความเป็นผู้นำ การกล้าคิด กล้าทำ และทัศนคติในการมองสถานการณ์อย่างรอบด้าน เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมากกว่าความเก่ง เพราะความเก่งฝึกฝนกันได้ แต่ภาวะความเป็นผู้นำและความกล้า โดยเฉพาะการกล้าตัดสินใจ เป็นความเด็ดขาดที่จะช่วยให้ทีมงานฝ่าฟันปัญหาให้ลุล่วงไปได้ ส่วนทัศนคติในการมองสถานการณ์อย่างรอบด้านจะช่วยให้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น เพราะการทำโครงการเพื่อชุมชน ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
หลังจากสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ตลาดนัดวัดลาดเป้ง ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม กลายเป็นตลาดนัดที่สะอาดตา เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัด จนปัญหาในภาพรวมค่อยๆ คลี่คลายลง ทุกอย่างดูเหมือนเข้ารูปเข้ารอยดี แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตลาดนัดที่น้องๆ เยาวชนจากโครงการตลาดนัดพาเพลินเดินไปไร้ขยะ จัดระบบระเบียบไว้มีอันต้องสะดุด เมื่อตลาดนัดถูกย้ายไปอยู่บริเวณริมน้ำแทน เพื่อก่อสร้างหลังคาโดม ทำให้การจัดวางผังร้านค้าที่ทีมงานสำรวจและกำหนดพิกัดไว้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การย้ายตลาดไปอยู่ที่ใหม่ทำให้มีร้านค้าใหม่เพิ่มเข้ามา ความไม่เป็นระเบียบเรื่องการตั้งแผงร้านค้าจึงเกิดขึ้น ที่สำคัญปัญหาขยะยังกลับมาเกิดซ้ำ ทีมงานจึงต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาขยะล้นตลาดกันใหม่อีกครั้ง...
เพราะผูกพันและรับผิดชอบ

อ๋อม–ประทานพร ถมยา แกนนำโครงการตลาดนัดพาเพลินเดินไปไร้ขยะปี 1 บอกว่า หลังทำโครงการปีแรกเสร็จ เธอตัดสินใจส่งไม้ต่อให้ ตูน–ช่อชฎา ผงขมิ้น เพื่อนรุ่นเดียวกันที่อาสาเข้ามาเป็นแกนนำในปีที่ 2 เพราะกำลังเครียดอยู่กับการหาสถานที่เรียนต่อ หลังจากตัดสินใจหยุดเรียนสายอาชีพ เพื่อเบนเข็มมาเรียนในสายสามัญ แต่ในยามคับขันที่โครงการในปี 2 ทำท่าจะไปไม่รอด เพราะความไม่พร้อมของทีมงานที่ต่างกระจัดกระจายออกไปเรียนนอกชุมชนและอยู่กันคนละทิศคนละทาง รวมทั้งปัญหาการจัดวางตลาดนัดที่เปลี่ยนแปลงไปบ่อย เมื่อตูนเอ่ยปากร้องขอกำลังเสริมให้กลับมาช่วยผลักดันโครงการ แม้ลำบากใจ แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธ โดยเหตุผลที่เธอตัดสินใจช่วยเพื่อนส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรับผิดชอบและความผูกพันกับโครงการที่ลงมือปลุกปั้นมาตั้งแต่ต้น “เพราะที่นี่เป็นบ้านของเรา ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครทำ”
“ภาพที่เห็นจากสายตาว่าตลาดนัดไม่เป็นระเบียบ ผู้คนมาจับจ่ายน้อยลง พ่อค้าแม่ค้าก็ลดลงจากเดิมมาก ผลการเก็บสถิติในโครงการเมื่อปีก่อนพบว่ามีจำนวนร้านค้าประมาณ 120 ร้าน แต่เมื่อมีการย้ายตลาดนัดไปอยู่บริเวณท่าน้ำ ร้านค้าลดลงเหลือเพียง 70-80 ร้านเท่านั้น”
เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่คนมาใช้บริการตลาดนัดน้อย อ๋อมในฐานะที่มีประสบการณ์เคยช่วยแม่ตั้งแผงค้าขายอยู่ในตลาดนัดมาก่อน บอกว่า แผงบริเวณท่าน้ำค่อนข้างไกลจากลานจอดรถ คนจึงไม่อยากมาจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับปัญหาความไม่พึงใจของพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีการจัดระเบียบแผงขายสินค้าอย่างเสมอภาค หลายคนจึงย้ายไปขายอื่น และพาลูกค้าประจำย้ายตามไปด้วย ตลาดนัดวัดเป้งที่เคยคึกคักจึงค่อยๆ เงียบเหงาลง
“เราเดินตลาดนัดแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจว่าตลาดจะสะอาดหรือสกปรก แต่พอได้เข้ามาทำโครงการ ได้มารู้ประวัติชุมชน ทำให้เรารู้สึกผูกพันแล้วรักพื้นที่นี้...เลยเชื่อว่าถ้าเราได้เผยแพร่ประวัติคามเป็นมาของชุมชนออกไปให้คนอื่นในชุมชนได้รับรู้ เขาน่าจะรู้สึกรักและหวงแหนสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชนมากขึ้น”
บทเรียนของการเรียนรู้

เมื่อต้องกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง คราวนี้อ๋อมเลือกคนสนิทที่มีบ้านอยู่ใกล้กันเข้ามาเป็นทีมทำงาน เพื่อให้สามารถนัดประชุมและมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ง่าย แต่ด้วยช่วงวัยที่แตกต่างกันมากคือ ยุ้ย– ชลธิชา หมันมณี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ส่วน บีม–วุฒิชัย จันทร์ขำ และ เต้ย–ภูวฤทธิ์ โตบุญมี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แม้จะโตขึ้นมาหน่อยแต่ก็ยังขาดประสบการณ์ทำโครงการเพื่อชุมชน อีกทั้งน้องๆ รุ่นใหม่ที่เลือกเข้ามา ไม่เคยผ่านกระบวนการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโครงการร่วมกับพี่ๆ โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตกมาก่อน การทำงานจึงยากขึ้น
อ๋อม ที่มองเห็นต้นตอของปัญหาชัดเจน จึงเรียกประชุมทีมงาน เพื่อสร้างความเข้าใจในการทำงานให้ตรงกันว่า เป้าหมายของโครงการคือการจัดระเบียบตลาดนัดและการหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดและตลาดนัดวัดลาดเป้ง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจให้คนในชุมชนและบุคคลทั่วไปได้รับรู้ ซึ่งในส่วนของการสืบค้นประวัติข้อมูลชุมชนเพื่อบันทึกออกมาเป็นไทม์ไลน์นั้น ทีมงานได้รับคำชี้แนะจากพี่เลี้ยงโครงการเด็กและเยาวชนฯ
อย่างไรก็ตาม อ๋อม ยอมรับว่า ทีมงานทุกคนไม่รู้ประวัติความเป็นมาเป็นไปของชุมชนหรือของวัดเลย จึงขอความร่วมมือให้ หมอกานต์ โตบุญมี ที่ปรึกษาโครงการ และนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปังปืน ช่วยประสานงานเชิญผู้สูงอายุในชุมชน รวมทั้งผู้อุปถัมภ์วัดมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทีมงาน โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ใหญ่ 3 ท่านได้แก่ นายเสริม คชเสถียร ผู้อุปถัมภ์วัด นายแอบ เสมอจิตร ช่างงานศิลป์ประจำวัด และป้าแตน เจ้าหน้าที่ อสม.และชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณวัด เวลา 2 ชั่วโมงที่ทีมงานว่างตรงกัน จึงหมดไปกับการพูดคุยกับผู้ใหญ่ทั้ง 3 คนที่มาให้ความรู้
ขณะที่ยุ้ย เสริมว่า การได้นั่งฟังผู้ใหญ่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชุมชน ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยรู้ เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับโครงสร้างของวัดที่เคยเป็นไม้ทั้งหลังมาก่อน หรือเสาหงส์หน้าวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพิเศษไม่เหมือนกับวัดอื่นๆ ในละแวกนี้ รวมทั้งที่มาที่ไปของตลาดนัดวัดลาดเป้งที่เริ่มต้นจากการมีร้านค้ามาวางแผงขายของเพียงแค่ 4-5 ร้าน และเคยร้างไปครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน
“เราเดินตลาดนัดแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจว่าตลาดจะสะอาดหรือสกปรก แต่พอได้เข้ามาทำโครงการ ได้มารู้ประวัติชุมชน มันทำให้เรารู้สึกผูกพันแล้วรักพื้นที่ตรงนั้นขึ้นมา ขนาดยุ้ยเพิ่งเข้ามาทำโครงการยังรู้สึกรักพื้นที่แห่งนี้ เลยเชื่อว่าถ้าเราได้เผยแพร่ประวัติคามเป็นมาของชุมชนออกไปให้คนอื่นในชุมชนได้รับรู้ เขาน่าจะรู้สึกรักและหวงแหนสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชนมากขึ้น” อ๋อม กล่าว
ความหวังบนความเปลี่ยนแปลง

มิถุนายน ปี พ.ศ. 2559 หลังคาโดมที่ก่อสร้างบริเวณตลาดนัดเดิมแล้วเสร็จ แต่พ่อค้าแม่ค้าก็ยังไม่ได้ยินประกาศอนุญาตให้กลับมาเปิดตลาดนัดในพื้นที่เดิมได้
อ๋อมซึ่งกำลังชุลมุนอยู่กับการหาที่เรียนใหม่ ขณะที่ตูนย้ายเข้าไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ ยุ้ยซึ่งรับหน้าที่เป็นสายรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของตลาดให้รุ่นพี่ทราบ บอกว่า พ่อค้าแม่ค้าหลายคนกังวลใจว่าจะกลับมาขายของที่เดิมได้หรือไม่
ในที่สุดช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึงเมื่อ พระเพทาย ฐิตญาโณ แจ้งข่าวให้พ่อค้าแม่ค้ากลับมาตั้งแผงตลาดนัดบริเวณโดมหน้าวัดได้ในเดือนสิงหาคม ร้านค้าต่างๆ เริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ ดูคล้ายจะเป็นสัญญาณที่ดีให้ทีมงานกลับเข้าไปทำกิจกรรมต่อไป แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทีมใหม่ที่ทุกคนบ้านอยู่ใกล้กัน กลับไม่สามารถหาเวลาว่างมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ เพราะแต่ละคนเรียนอยู่ต่างโรงเรียนกัน ขนาดอ๋อมและยุ้ยที่อยู่บ้านใกล้กันก็ใช่จะหาเวลาเจอกันได้ ยังไม่ทันที่ทีมงานจะตั้งหลักได้...ก็มีประกาศจากวัดว่าจะมีการย้ายตลาดนัดไปที่ริมท่าน้ำเหมือนเดิม
“จนถึงปัจจุบันตลาดก็ยังไม่ได้ย้ายกลับมาที่เดิม ตอนนี้ตลาดนัดเลิกเร็วมาก เมื่อก่อนช่วงหนึ่งทุ่มยังออกมาหาของกินได้ เดี๋ยวนี้หกโมงครึ่งตลาดก็วายแทบไม่มีอะไรขายแล้ว” อ๋อม กล่าวด้วยน้ำเสียงปนเศร้า
เมื่อถามถึงตลาดนัดในฝัน อ๋อม บอกว่า อยากเห็นตลาดนัดวัดลาดเป้งกลับมาอยู่บริเวณลานหน้าวัดเหมือนเดิม เพื่อช่วยให้การเดินตลาดง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็ตอบไม่ได้ว่าตลาดนัดในฝันจะเป็นเพียงแค่ฝันจริงๆ หรือเปล่า
“เมื่อก่อนเป็นคนกลัวไมค์มาก แต่เมื่อบทบาทหน้าที่เปิดทางให้ต้องเข้ามารับผิดชอบโครงการ ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ความกล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงความคิดเห็นต้องมาก่อนความกลัว แล้วความกล้าแสดงออกจะตามมาเอง”
ทางเดินของการเรียนรู้

ประสบการณ์ทำโครงการตลาดนัดพาเพลินเดินไปไร้ขยะ 2 ปี และในฐานะแกนนำหลักที่เข้ามาช่วยกอบกู้โครงการในช่วงล้มลุกคลุกคลาน จนทำให้โครงการสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้จะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ แต่ระหว่างทาง อ๋อมก็ได้รับบทเรียนที่ทำให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีการคัดเลือกสมาชิกเข้ามาร่วมทีมว่า ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
อ๋อม ย้ำว่า ภาวะความเป็นผู้นำ การกล้าคิด กล้าทำ และทัศนคติในการมองสถานการณ์อย่างรอบด้าน เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมากกว่าความเก่ง เพราะความเก่งฝึกฝนกันได้ แต่ภาวะความเป็นผู้นำและความกล้า โดยเฉพาะการกล้าตัดสินใจ เป็นความเด็ดขาดที่จะช่วยให้ทีมงานฝ่าฟันปัญหาให้ลุล่วงไปได้ ส่วนทัศนคติในการมองสถานการณ์อย่างรอบด้านจะช่วยให้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น เนื่องจากการทำโครงการเพื่อชุมชน ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
“ครั้งหนึ่งเคยถามตูนว่ารู้สึกอย่างไรกับขอทานในตลาดนัด ตูนบอกว่า รุู้สึกว่าตลาดนัดดูไม่ดี ไม่น่ามอง แต่ก็เป็นชีวิตเป็นอาชีพของเขา เราจะให้เงินเขาหรือไม่ให้ เขาก็ไม่ได้มาบังคับ พอได้ยินแบบนั้นเราก็มั่นใจว่าตูนสามารถทำโครงการได้ เพราะตูนไม่ตัดสินอะไรแค่ด้านเดียว ซึ่งท้ายที่สุดตูนก็เป็นแกนนำรุ่นที่ 2 คนเดียวที่เหลืออยู่ เป็นคนที่อยากทำโครงการให้สำเร็จ” อ๋อม อธิบาย
นอกจากนี้ อ๋อมยังเสริมว่า ความกล้าแสดงออกเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวทุกคน อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะกล้านำออกมาใช้หรือไม่ เมื่อก่อนเธอเป็นคนกลัวไมค์มาก แต่เมื่อบทบาทหน้าที่เปิดทางให้ต้องเข้ามารับผิดชอบโครงการ ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ความกล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงความคิดเห็นต้องมาก่อนความกลัว แล้วความกล้าแสดงออกจะตามมาเอง
ด้าน แม่ประทุม ถมยา แม่ของอ๋อม เล่าว่า ด้วยสภาพครอบครัวที่เหลืออยู่เพียง 2 คน รู้สึกกังวลกลัวลูกถูกชักจูงไปในทางที่ผิด จึงสนับสนุนให้ลูกทำโครงการเพื่อชุมชนอย่างเต็มที่ ให้เขาใช้เวลาว่างคิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประกอบกับตนทำงานเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน (อสม.) คุ้นเคยกับหมอกานต์อยู่แล้ว จึงวางใจและเชื่อมั่นว่าหมอกานต์จะแนะนำสิ่งดีๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กๆ เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
“ผู้ปกครองบางคนไม่เห็นด้วย เพราะไม่เห็นว่าเด็กทำอะไรกันบ้าง กลัวเด็กจะไปมั่วสุมทำเรื่องเหลวไหล ทั้งที่โครงการนี้มีพี่เลี้ยงและมีทีมงานจากภายนอกเข้ามาช่วยให้ความรู้ อบรมดูแลเป็นอย่างดี บางครั้งหมอไม่ว่างเราก็เข้ามาช่วยดูแลเวลาเด็กๆ ทำกิจกรรม”
แม่ประทุมเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นในตัวอ๋อมว่า อ๋อมมีความรับผิดชอบในตัวเองและตรงต่อเวลามากขึ้น จากเดิมที่เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร ปัจจุบัน อ๋อม กลายเป็นที่รู้จักของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัด เดินไปทางไหนก็มีแต่คนทักทาย
“เมื่อก่อนเป็นคนเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ทำอะไรไม่เป็น ตอนนี้กลายเป็นคนรู้จักคิด ริเริ่มอยากลองทำสิ่งต่างๆ และเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด”
อ๋อม บอกต่อว่า แม้ยังไม่เห็นผลลัพธ์ของโครงการปีนี้ชัดเจน แต่การทำโครงการได้ปลูกสำนึกให้อ๋อมเห็นความสำคัญของการรักษาความสะอาดและทิ้งขยะให้ลงถัง
“เวลาจะทิ้งขยะชิ้นหนึ่ง ถ้าไม่เห็นถังขยะต้องคิดแล้วว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหน ถ้าไม่มีที่ทิ้งจริงๆ จะเก็บไปทิ้งที่บ้าน เวลาไปเรียนก็เหมือนกันโต๊ะเราต้องสะอาด ถึงเราจะพูดบอกคนอื่นทุกคนไม่ได้ แต่เราสามารถทำตัวเป็นแบบอย่างให้เขาได้ ถ้าคนอื่นเห็นว่าดีเขาก็จะทำตามเอง เพื่อนๆ ในกลุ่มตอนนี้เห็นเราทำก็หันมารักษาความสะอาดโต๊ะกันมากขึ้น” อ๋อม กล่าว
ถึงแม้ผลลัพธ์การดำเนินโครงการในปีที่ 2 จะไม่ปรากฏรูปรอยชัดเจน แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจและความไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคของอ๋อมและตูนต่างปรากฏให้เห็นเด่นชัดผ่านวิธีคิดวิธีทำงานเพื่อแผ่นดินถิ่นเกิด เมื่อเห็นว่ารุ่นน้องไม่สามารถนำพาโครงการไปสู่หมุดหมายที่ตั้งไว้ได้ อ๋อมจึงอาสาเข้ามากอบกู้ให้การทำโครงการตลาดนัดพาเพลินเดินไปไร้ขยะปีที่ 2 ดำเนินต่อไปได้ ด้วยความรักความผูกพัน และสำนึกรับผิดชอบที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจว่า จะต้องสานต่อโครงการที่เธอสร้างมากับมือให้เดินต่อไปได้ เพราะที่นี่คือบ้าน...
โครงการตลาดนัดพาเพลินเดินไปไร้ขยะ ปี 2
ที่ปรึกษาโครงการ : กานต์ โตบุญมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปังปืน
ทีมทำงาน :
- ประทานพร ถมยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย
- ช่อชฎา ผงขมิ้น พาณิชยการสุโขทัย ปวช.1
- ชลธิชา หมันมณี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดลาดเป้ง
- วุฒิชัย จันทร์ขำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดลาดเป้ง
- ภูวฤทธิ์ โตบุญมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรัทธาสมุทร