การเรียนรู้ผ่านโครงการเพื่อชุมชน (PBL) เพื่ออนุรักษ์ป่าสนสองใบ จังหวัดเพชรบุรี ปี 3

ทักษะเรื่องการตั้งคำถาม การพูด การคิด การเขียน และการสรุปความ คือพื้นฐานสำคัญของการศึกษา แล้ว คุณลักษณะนิสัยที่ดี เช่น มีความอ่อนน้อมถ่อมตน อดทน รับฟังผู้อื่น เข้าใจความแตกต่างหลากหลายทางความคิด การจัดการอารมณ์ของตนเองและเพื่อน การทำงานเป็นทีม ก็สำคัญไม่แพ้กัน ทำอย่างไรเด็กเยาวชนไทยจึงจะมีทักษะและคุณลักษณะเช่นนี้ได้ เรื่องราวนี้อาจเป็นคำตอบหนึ่ง...

เพราะทำจึงเปลี่ยนแปลง

เพราะเป็นเด็กกิจกรรมแถวหน้าของโรงเรียน พลอย-วราภรณ์ โพธิ์ทอง เปรม-สุปรียา หอมหวาน วุ้นเส้น-เอมิกา เจริญพร เนย-ศุภรดา เนียมเกิด กระต่าย-สโรชา อินทร์เรือง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองโรง จังหวัดเพชรบุรี ที่สนิทสนมกันตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาลรวมกลุ่มกันทำโครงการรวมพลังอนุรักษ์ป่าสนสองใบ ที่มีเป้าหมายเพื่อศึกษาความเป็นมาของป่าสนสองใบ เพื่อสืบค้นประวัติศาสตร์ความเป็นมา ตลอดจนคุณค่าของป่าสนที่มีต่อคนในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมศึกษาเรียนรู้พื้นที่เขาสนให้เด็กในโรงเรียนบ้านหนองโรงและคนในชุมชน สรุปข้อมูล เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับป่าสนสองใบให้คนในชุมชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของป่าสนสองใบ ซึ่งการทำโครงการครั้งนี้แปลกและแตกต่างไปจากการทำกิจกรรมเดิม ๆ ของพวกเธอโดยสิ้นเชิง

ทักษะจากการลงมือทำ

จากกิจกรรมที่ทำวันเดียวจบ แต่โครงการนี้ต้องใช้ระยะเวลาทำงานนานหลายเดือน ทั้งยังเป็นงานใหม่ที่ทีมไม่คุ้นชิน ทีมโคชจึงต้องออกแบบกระบวนการพาทีมเรียนรู้ทีละขั้น เริ่มจากเวทีนับ 1 ที่เปิดโอกาสให้ทีมงานคิดวิเคราะห์หาต้นทุนดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ผ่านการเขียนแผนที่ชุมชน ที่ฝึกให้ทีมงานรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีค้นหาข้อมูลชุมชนจากอินเทอร์เน็ต เพื่อหาโจทย์โครงการ และวางแผนทำโครงการ หลังกลับจากเวทีนับ 1 ทีมงานลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลชุมชนเบื้องต้น นำข้อมูลที่นำมาจัดทำแผนที่ชุมชนที่เชื่อมโยงกันระหว่างชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัดเพชรบุรี ที่ทำให้ทีมทำงานเห็นภาพรวมของจังหวัดเพชรบุรี จากนั้นจึงไปนำเสนอโจทย์โครงการในรูปแบบละครในเวทีนับสอง “ไข่เต่า เห็ดโคน และป่าสน” คือประเด็นปัญหาที่ทีมงานใช้พูดคุยกันเพื่อใช้เป็นโจทย์ในการทำโครงการ ซึ่งจากความรู้เดิมที่มีอยู่พบว่า ไข่เต่าสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางยา และเห็ดโคนเป็นพืชที่ขึ้นในป่าสน จึงคิดว่าหากทำให้ป่าสนกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ไข่เต่ากับเห็ดโคนก็คืนกลับมาด้วย และที่สำคัญคือ ป่าสนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติและ เป็นป่าสนสองใบแห่งเดียวในภูมิภาคตะวันตก ทุกคนเห็นตรงกันว่าน่าจะช่วยกันทำให้ป่าสนกลับมามีอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม โดยก่อนเริ่มเขียนแผนโครงการทีมงานวางแผนเก็บข้อมูลป่าสน 3 รูปแบบ คือ 1. สัมภาษณ์คนในชุมชน 2. ลงพื้นที่ศึกษาระบบนิเวศป่าสน และ 3. ศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต จากนั้นนำมาเทียบเคียงกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนที่สุด

ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาข้อมูลทั้ง 3 ส่วนพบว่า ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นข้อมูลพื้นฐาน เช่น ขอบเขตของพื้นที่ป่าสน ชนิดพันธุ์พืช ขณะที่การสัมภาษณ์คนในชุมชนจะได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของป่าที่มีอายุกว่า 100 ปี และสถานการณ์ป่าจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่เดิมเคยอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นสนและต้นไม้ชนิดอื่น จนหาทางเข้าแทบไม่เจอ มีสัตว์ป่านานาชนิด ส่วนการศึกษาระบบนิเวศป่า ทำให้ทีมงานรู้สภาพป่าปัจจุบันที่เสื่อมโทรมลง สภาพป่าก็แห้ง ไม่ชุ่มชื้น

การลงพื้นที่เก็บข้อมูลชุมชน และการศึกษาระบบนิเวศของป่าสน คือ ประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ที่แตกต่างไปจากห้องเรียนเดิมๆ เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถาม ใช้ความกล้าเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ท่าทีการพูดจากที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน สอบถามสารทุกข์สุขดิบเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจก่อนเข้าสู่บทสัมภาษณ์ การจดบันทึกข้อมูล การจัดการเวลาว่างให้ตรงกันระหว่างเพื่อนร่วมทีมและชาวบ้าน รวมถึงการคิดวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลเข้าทั้งหมดเข้าด้วยกันในรูปแบบไทม์ไลน์ ซึ่งทำให้ทีมงานเห็นจุดบกพร่องของข้อมูลที่ต้องมีการเก็บเพิ่มเติม

จัดการอารมณ์...รับมือความกดดัน

ระหว่างที่การเก็บข้อมูลป่าสนกำลังเดินไปได้ด้วยดี ก็ถึงช่วงสอบกลางภาค แผนงานที่วางไว้ว่าจะมีการคืนข้อมูลให้ชุมชน จัดนิทรรศการ จัดกิจกรรมเก็บขยะ และพาน้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ไปเรียนรู้ ก็ถูกพับเก็บ เนื่องจากทีมงานทุกคนติดสอบ แต่ทุกคนตั้งใจว่าหลังสอบเสร็จจะต้องทำกิจกรรมให้ครบถ้วนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะรับหน้าที่นี้มาแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไม่มานั่งเสียใจภายหลัง “เหตุผลที่เราต้องการให้น้องได้ลงไปเรียนไปรู้ป่าสน เพราะคิดว่าการบอกเล่าความรู้อย่างเดียว อาจทำให้น้องๆ เบื่อ และไม่สนุกกับการเรียนรู้ เหมือนที่เขาได้ไปสัมผัสเอง” วุ้นเส้น อธิบายวิธีคิด

ด้วยสถานการณ์ที่รุมเร้าเข้ามา ทั้งการทำโครงการ การสอบ แถมทีมงานบางคนยังเป็นประธานและรองประธานชมรมต่างๆ ในโรงเรียน อาการเหนื่อยจากภาระงานที่ต้องรับผิดชอบถูกแสดงออกด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง น้อยอกน้อยใจเพื่อน แต่ทีมงานทุกคนก็พยายามปรับตัว ทำใจเย็นๆ ฟังข้อเสนอแนะของเพื่อน เรื่องไหนดีก็นำมาปรับใช้ ความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมทีมจึงดำเนินไปได้ด้วยดี

“ในเวทีนับ 4 หนูพูดเสนอความคิดเห็นแต่วุ้นเส้นไม่เขียนลงกระดาษชาร์ต หนูเลยปรี๊ดแตก พูดออกไปว่างั้นทำเองเลย งานก็หยุดชะงัก ทุกคนนั่งมองหน้ากันเฉยๆ อยู่ครึ่งชั่วโมง แต่สุดท้ายก็มานั่งรวมกันแล้วก็คิดกันต่อ

พอทานข้าวก็กลับมาดีกันเหมือนเดิม เพราะมีเพื่อนๆ เป็นกาวใจ คอยแหย่ แก้ยั่วให้ยิ้ม” กระต่าย เล่าสถานการณ์การทำงานที่ต้องมีการปรับจูนความคิดกัน

นอกจากจะรู้วิธีจัดการความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมทีมแล้ว ความรู้สึกกดดันที่ต้องทำงานทุกอย่างให้เสร็จ ซึ่งตอนแรกทีมไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ค่อยๆ ทำทีละเรื่อง จนพบว่า “แค่สนุกกับงาน ทำทุกงานอย่างมีความสุข” งานก็จะสำเร็จได้

ลงมือทำจึงเปลี่ยนแปลง

กระต่าย บอกว่า กระบวนการในเวทีนับ 1-5 ที่มีเพื่อนหลากหลายวัยเข้าร่วม รวมถึงการออกแบบการเรียนรู้ที่ทีมโคชสร้างเงื่อนไขให้ทุกทีมต้องนำเสนอโครงการของตัวเองทุกครั้ง ทำให้เธอกลายเป็นคนกล้าพูดกล้าแสดงออก ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่จะเขินอายทุกครั้งเวลาออกไปพูดหน้าชั้น แต่เดี๋ยวนี้เธอสามารถสรุปใจความสำคัญของเรื่องได้เร็วขึ้น ซึ่งนำมาใช้กับการเรียนได้ดี ส่วนพลอยที่จากเดิมค่อนข้างขี้เกียจ ไม่ค่อยช่วยงานเพื่อน ก็มีความรับผิดชอบด้วย อาสาช่วยเพื่อนเขียนฟลิปชาร์ต ส่งผลให้เธอเขียนและพูดเก่งขึ้น เมื่อก่อนคุยกับย่าไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะพูดเร็วและชอบตัดบท แต่เดี๋ยวนี้เริ่มอธิบายที่มาที่ไปให้ย่ารับรู้มากขขึ้นความอดทน คือสิ่งที่เปรมได้จากการทำโครงการนี้ เธอบอกว่า ตอนเข้าร่วมโครงการใหม่ๆ พบเจอคนหลายวัยที่มีความคิดไม่เหมือนกันจะไม่ยอมรับเลย แต่เดี๋ยวนี้เธอเรียนรู้เรื่องความคิดต่างๆ ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น กล้าพูดคุยกับคนอื่น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะในเวทีนับ 3 ที่ทีมโคชพาไปทำกิจกรรมจิตอาสา ที่ทำให้เธอรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น เช่น เวลาน้องถาม เมื่อก่อนจะตอบไม่รู้อย่างเดียว เดี๋ยวนี้จะช่วยอธิบายคำตอบให้น้อง สำหรับกระต่ายที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังใคร เวลาคนอื่นพูดจะพูดแทรกตลอด กระบวน Check in ทุกครั้ง ก่อนเริ่มกิจกรรม ทำให้เธอได้หยุดฟังคนอื่น พูดมีสาระ กล้าแสดงความคิดเห็น ขณะที่วุ้นเส้น บอกว่า ความอดทนและความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น คือสิ่งที่เธอได้จากโครงการนี้ จากเมื่อก่อนที่ทำตัวบ้าบอไปวันๆ ก็มีความรับผิดชอบ ตั้งใจทำงานให้เสร็จ ไม่ปล่อยทิ้งไว้เหมือนที่ผ่านมา พูดรู้เรื่อง ตอบคำถามได้ตรงประเด็น และตั้งคำถามได้ดีขึ้น สังเกตได้จากเมื่อก่อนเวลานำเสนอ งานเธอจะพูดตามบท แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นพูดนำเสนอด้วยความเข้าใจแทน ทักษะต่างๆ ที่เกิดจากการลงมือทำโครงการนี้ วุ้นเส้นนำมาปรับใช้กับการเรียน เธอบอกว่า เมื่อก่อน เวลาทำงานกลุ่มในห้องเรียน คนที่ทำก็ทำไป คนที่ไม่ทำก็ไม่ทำจริงๆ เธอนำกระบวนการสื่อสารเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้งมาใช้ สอบถามความเห็นว่าเพราะอะไรทำไมจึงไม่ช่วยเพื่อนทำงาน ทำให้เข้าใจเพื่อนมากขึ้น จนในที่สุดเพื่อนๆ ก็มาช่วยกันจนงานผ่านไปได้ด้วยดีส่วนที่ได้กับตัวเองอีกเรื่องคือสัมพันธภาพที่ดีขึ้นกับคนใกล้ตัว โดยเฉพาะคุณยาย ที่เมื่อก่อนไม่ค่อยคุยกับคุณยาย หากมีเรื่องต้องคุยก็จะพยายามคุยให้สั้นที่สุด โดยไม่สนใจว่ายายจะเข้าใจเธอพูดไหม แต่ตอนนี้ก็พยายามพูดให้ช้าลง และพยายามพูดง่ายขึ้น และตั้งใจฟังคุณยายมากขึ้นเลยทำให้สนิทกับยายมากขึ้น

อย่างไรก็ตามทักษะดีๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการหนุนเสริมจากครูหรือโคช ที่ต้องเข้าใจกระบวนการเรียนรู้แบบ “แนะ” แต่ “ไม่นำ” ครูประไพ ไม้แก้ว ที่ปรึกษาโครงการ บอกว่า ตอนแรกที่เธอยังไม่เข้าใจแนวคิดของโครงการ ที่เน้นให้เด็กคิดเองทำเอง เธอยอมรับว่านำเด็ก บอกให้เด็กทำงานตามขั้นตอน แต่เมื่อได้เข้าร่วมโครงการหลายครั้ง ทำให้ เธอเปลี่ยนความคิดใหม่เป็น “รอให้เด็กคิด รอให้เด็กทำ” คอยถามว่า ทำงานไปถึงไหนอย่างไร ไม่เข้าไปชี้นำเขาเหมือนที่ผ่านมา ผลที่เกิดขึ้นคือ เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นคนกล้าคิด กล้าพูด อาสาเข้ามาช่วยงานเธออยู่บ่อยๆ

วันนี้แม้การทำโครงการจะยังไปไม่ถึงหมุดหมายที่ทีมงานตั้งไว้ แต่กระบวนการเรียนรู้จากการลงมือทำ ก็สร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของทีมงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทักษะเรื่องการตั้งคำถาม การพูด การคิด การเขียน และการสรุปความ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาต่อในอนาคต


โครงการรวมพลังอนุรักษ์ป่าสนสองใบ

ที่ปรึกษาโครงการ

  • ครูประไพ ไม้แก้ว

ทีมงาน

  • สุปรียา หอมหวาน
  • เอมิกา เจริญพร
  • วราภรณ์ โพธิ์ทอง
  • ศุภรดา เนียมเกิด
  • สโรชา อินทร์เรือง