การเรียนรู้ผ่านโครงการเพื่อชุมชน (PBL) เพื่อทำสื่อการเรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหาอ่านเขียนภาษาไทยไม่คล่อง โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด จังหวัดกาญจนบุรี ปี 3

การเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นเหมือนบทเรียนจำลองให้ทีมงานได้ฝึกมือก่อนออกไปผจญภัยในโลกกว้างของชีวิตและโลกของวิชาชีพครู ด้วยความคิด ความเข้าใจ ทักษะการทำงาน และสำนึกของความเป็นครู ที่พวกเขาเรียนรู้และเข้าใจไปจนถึงหัวใจ

เรียนรู้ความเป็นครู ผ่านการลงมือทำ

มนุษย์จดจำสิ่งที่เรียนรู้จากการอ่านได้ 10 เปอร์เซ็นต์ จากการฟัง 20 เปอร์เซ็นต์ และจากการมองเห็น 30 เปอร์เซ็นต์ แต่หากผู้เรียนได้แสวงหาความรู้แล้วนำความรู้ไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า หรือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และมีโอกาสร่วมอภิปราย จะเพิ่มผลการเรียนรู้ขึ้นเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ และหากผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง มีการฝึกปฏิบัติในสภาพจริง มีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ต่างๆ จะทำให้ผลการเรียนรู้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ที่ให้ประสิทธิภาพสูงใน 2 ลำดับหลังคือการใช้กระบวนการ Active Learning”

นักศึกษาครูกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย อุ้ม-ณัฐพร ผลทรัพย์ แคมป์-ชยุตพงศ์ สาระกุล นัน-นันทนัช ลำไยเสาวรส พลอย-พรประภา เอี้ยงชะอุ่ม และวา-อัลวาริส บอสู ก็เป็นเยาวชนที่มีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ในรูปแบบ PBL (Project-based learning) ผ่านการทำโครงการสื่อสร้างสรรค์การเรียนรู้สู่โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ดที่เข้าไปทำสื่อการเรียนการสอนให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาเพื่อแก้ปัญหาอ่านเขียนภาษาไทยไม่คล่อง ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปอย่างน่าสนใจ

เปลี่ยนโครงการ ปรับหัวใจ

จุดเริ่มต้นของทีมงานเกิดขึ้นจากการชักชวนของอาจารย์เป็ด-ผศ.วรลักษณ์ กรรณวัฒน์ที่เคยมีประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาโครงการให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตกมา 2 ปี ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าการทำโครงการเพื่อชุมชนสังคมเป็นอย่างไร และการทำงานร่วมกันของเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่ต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันไปรอดหรือไม่

สิ่งแรกที่ทีมงานทำคือ การเลือกพื้นที่ที่จะทำโครงการ โดยเลือกตำบลบ้านคา ที่เป็นบ้านเกิดของแคมป์ สมาชิกในทีม เพราะคิดว่าถ้ามีคนในพื้นที่อยู่ด้วยน่าจะทำให้การทำงานง่ายขึ้น จากนั้นจึงลงพื้นที่สำรวจ พบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคนในชุมชนนี้คือ “ดิน” เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกสัปปะรด แต่พื้นดินกลับแห้งแล้ง ขาดน้ำ ทีมงานจึงตัดสินใจจะช่วยชาวบ้านพลิกฟื้นคืนผืนดินสู่ความอุดมสมบูรณ์

ทว่าความตั้งใจของทีมงาน กลับถูกเบรกกะทันหัน เมื่อถึงกิจกรรมเวทีนับ 2 ยั่วให้คิด ยุให้ทำ ที่ต้องเขียนแผนการทำงาน พวกเขาถูกโคชโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของโจทย์เรื่องดินที่เลือกไว้กับศักยภาพที่มี

“เราพร้อมจะทำแล้ว วางแผนกันไว้หมดแล้ว เตรียมมาเต็มที่ แต่เมื่อเจอพี่ๆ ตั้งคำถาม ทำให้ต้องกลับมาคิดทบทวนว่าจะเป็นไปได้ไหม พอเห็นวี่แววว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะโครงการใหญ่เกินไป ก็เริ่มรู้สึกหมดกำลังใจ เหมือนกลับไปเริ่มที่ 0 ทั้งที่เราเดินกันมาประมาณ 5-6 ก้าวแล้ว”แคมป์ เล่า

ทีมงานยอมรับว่า อาการหมดกำลังใจพาลให้พวกเขาอยากถอนตัวจากโครงการ แต่เมื่อคิดถึง ความเชื่อมั่นที่อาจารย์เป็ดมีต่อพวกเขา ทีมงานก็ฮึดสู้อีกครั้ง ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า กลัวอาจารย์จะเสียใจ

นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือ พี่อ้วน-คำรณ นิ่มอนงค์ โคชโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ได้มาจุดประกายความคิดใหม่แก่พวกเขาว่า ให้นำความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพครูที่เรียนอยู่มาปรับใช้กับการทำโครงการ เช่น การทำสื่อการเรียนการสอน ทำให้ทีมงานคิดเริ่มต้นใหม่ แม้จะกล้าๆ กลัวๆ ว่าการเริ่มต้นกับโจทย์ใหม่อาจทำให้ทีมเผชิญกับความล้มเหลวอีกครั้ง แต่ทีมงานก็เลือกจะฮึดสู้ เพราะมองเห็นความท้าทายที่จะได้นำความรู้จากห้องเรียนมาทดลองใช้จริง และพวกเขาน่าจะทำได้สำเร็จ

คำแนะนำของพี่อ้วนเป็นหนึ่งในบทบาทของการทำหน้าที่ “โคช” หรือ “Facilitator” ที่ต้องวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของเด็กเยาวชน แล้วประเมินสิ่งที่เด็กสามารถทำได้ตามศักยภาพ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นกิจกรรมที่เด็กถนัดและสนใจ เพื่อให้เขามีแรงขับที่จะทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองต่อไป

นับหนึ่งอีกครั้ง

เมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนโครงการ ทีมงานจึงพูดคุยและวางแผนออกแบบกิจกรรม และโรงเรียนที่เหมาะสมต่อการจัดกิจกรรม โดยเลือกโรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด เพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย เคยเห็นสภาพโรงเรียน จากเคยลงไปจัดกิจกรรมในวิชาเรียน

ทีมงานเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่สำรวจโรงเรียน เพื่อดูสภาพจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นโดยสอบถามจากนักเรียนและครู พบว่า ปัญหาสำคัญของโรงเรียนคือการอ่านเขียนภาษาไทยไม่คล่อง ซึ่งส่งผลให้เด็กไม่เข้าใจการเรียนวิชาอื่นๆ ตามไปด้วย จึงต้องการสื่อการเรียนการสอนมาให้เด็กๆ ฝึกทักษะดังกล่าว

ก่อนจะเริ่มทำสื่อการสอน ทีมงานได้ทดสอบเด็กๆ เพื่อให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มีเด็กจำนวนเท่าไรที่อ่านเขียนไม่คล่อง โดยเครื่องมือทดสอบที่พวกเขาคิดว่าน่าจะเหมาะสมคือการ เขียนตามคำบอกที่ทีมงานได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เป็ด ให้ไปลองศึกษาผลงานของ ผศ.ศิวกานท์ ปทุมสูติ อดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เกี่ยวกับเรื่องการสอนเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

ก่อนจะลงพื้นที่จริง ทีมงานได้ทดลองเขียนตามคำบอก เพื่อทดสอบตัวเองด้านภาษาไทย และประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีปัญหาใดเกิดขึ้นบ้าง พบว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของทีมคือ การออกเสียงของคนอ่าน ที่หากออกเสียง ร ล และคำควบกล้ำไม่ชัด จะทำให้เด็กมีโอกาสเขียนผิด และได้ผลการทดสอบไม่ถูกต้อง ทีมจึงต้องคัดเลือกสมาชิกที่อ่านไดชัดถ้อยชัดคำที่สุดคือ อุ้ม

“พอรู้ว่าการออกเสียงมีผลต่อการเขียนของเด็ก เราก็จะซ้อมอ่านให้เพื่อนฟังว่าจะพูดอย่างไรให้เด็กเข้าใจง่ายที่สุด ฟังรู้เรื่องที่สุด โดย 1 คำจะพูดซ้ำ 2 ครั้ง เพราะครั้งแรกเด็กอาจยังไม่ทันตั้งใจฟัง จึงต้องมีครั้งที่ 2”อุ้มเล่า

ในที่สุดวันทดสอบก็มาถึง ทีมงานเริ่มด้วยการทำกิจกรรม Brain Gym เพื่อกระตุ้นให้น้องๆ ตื่นตัว พร้อมเข้ารับการทดสอบ จากนั้นแต่ละคนจึงกระจายตัวไปดูน้องๆ ตามระดับชั้น

ผลการทดสอบทำให้ทีมงานรู้สึกหนักใจ เพราะน้องบางคนที่เขียนได้มีคะแนนเยอะโดดเด่นจากเพื่อน ส่วนคนที่เขียนไม่ได้ก็แทบไม่ได้เลย หลังจากนั้นทีมงานได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกัน จนได้ออกมาว่าการอ่านเขียนไม่คล่องของเด็กๆ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการขาดพื้นฐานในการสะกดคำ เพราะเด็กระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ขึ้นไป น่าจะรู้พยัญชนะและสระเบื้องต้นแล้ว แต่ยังสะกดคำไม่ถูก แจกรูปคำไม่เป็น

ทีมงานตกลงใจจะนำ ไม้บรรทัดสะกดคำมาเป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะตอบโจทย์ในการให้เด็กๆ ฝึกแจกรูปคำ มีการตกแต่งด้วยการ์ตูนน่ารักที่จะดึงดูดให้น้องสนใจเรียน และน้องแต่ละคนสามารถทำเองได้ไม่ยาก เพื่อนำกลับไปฝึกอ่านที่บ้าน โดยทีมงานทดลองทำไม้บรรทัดสะกดคำก่อน เพื่อเป็นตัวแบบสำหรับนำไปสอน ทำให้พบปัญหาการเลื่อนไม้บรรทัดที่มีการติดขัดนิดหน่อย พวกเขาแก้ปัญหาด้วยการติดเทปกาวก่อนจะลงไปสอนน้อง

เมื่อวันทำกิจกรรมมาถึง ทีมงานเลือกน้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-3 เข้าร่วมกิจกรรม เพราะเห็นว่าน้องกลุ่มนี้มีพื้นฐานความรู้เรื่องพยัญชนะและสระบ้างแล้ว แต่ยังสะกดคำได้ไม่คล่องแคล่วนัก และสื่อนี้อาจง่ายเกินไปสำหรับน้องที่เรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมเริ่มด้วยการทำ Brain Gym เช่นเดิม เพื่อลดความกังวลของน้อง และสร้างความสนใจ ครั้งนี้เพื่อนๆ พร้อมใจกันยกตำแหน่งคนนำกิจกรรมให้แก่ นัน เพราะเธอพูดน้อยที่สุดในกลุ่ม จึงอยากเปิดโอกาสให้ฝึกพูด

กระบวนการจัดการเรียนรู้ตั้งแต่ทำ Brain Gym กระทั่งให้น้องทำไม้บรรทัดสะกดคำด้วยตัวเองคือกระบวนการแบบ Active Learning ที่ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมลงมือทำตลอดการเรียนรู้ ทำให้ทีมงานชื่นใจกันถ้วนหน้ากับผลการทำกิจกรรม เพราะน้องๆ สนุกสนานกับการลงมือทำไม้บรรทัดสะกดคำ กล้าออกไปอ่านสะกดคำด้วยไม้บรรทัดของตัวเองทีละคนแม้บางคนจะยังอ่านผิดอยู่ ทีมงานก็ได้เห็นเป็นว่าน้องคนไหนอ่านได้ คนไหนอ่านไม่ได้ แล้วช่วยแนะนำเป็นรายคนได้ ขณะที่คุณครูในโรงเรียนก็สนใจเข้ามาร่วมทำด้วย และได้รับการตอบรับจากคุณครูว่า น่าจะนำสื่อชิ้นนี้ไปปรับใช้การเรียนการสอนในห้องเรียน

นอกจากการจัดกิจกรรมให้น้องๆ ในโรงเรียนแล้ว อีกสิ่งที่ทีมงานทำควบคู่กันไปด้วยคือ การทำสื่อในรูปแบบ Photo Story เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กๆ ว่าผู้ใหญ่รอบตัวเด็กทุกคนทั้งโรงเรียนและครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งสื่อของพวกเขาก็ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ทรงคุณวุฒิในโครงการฯ ว่า สามารถถ่ายทอดความสำคัญของปัญหาการอ่านเขียนและแนวทางแก้ไขได้ชัดเจน

บทสรุปของคนเคยแพ้

แม้กิจกรรมที่ทำในโครงการจะตรงกับความถนัดและสิ่งที่พวกเขาเรียน แต่ทีมงานก็ยอมรับว่าพวกเขาเกือบทุกคนเคยคิดจะออกจากโครงการ เพราะไม่สามารถจัดการเวลาเรียนกับเวลาทำกิจกรรมให้ลงตัวได้ ยิ่งช่วงไหนเจอการบ้านค่อนข้างมากก็เหนื่อยแทบหมดแรง ทว่าด้วยความที่เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เรียนห้องเดียวกัน จึงทำให้คิดถึงกันและกัน จนไม่อาจละทิ้งการทำโครงการไปได้

“เรารับโครงการนี้แล้ว ก็ต้องร่วมกันทำให้ถึงที่สุด เหนื่อยก็เหนื่อยด้วยกัน ถ้าสมมติอออกไปคนหนึ่งแล้วเพื่อนที่เหลือจะทำกันต่ออย่างไร จะทำไหวไหม กลัวเพื่อนลำบาก อีกอย่างกลัวอาจารย์เป็ดผิดหวังด้วย เพราะอาจารย์ก็คอยดูแลและให้คำแนะนำแก่พวกเราตลอด” ทีมงาน บอก

นอกจากเห็นแก่เพื่อนแล้ว วิธีการดูแลของอาจารย์เป็ดก็เป็นสิ่งที่ผูกใจทีมงานไว้กับโครงการได้โดยอาจารย์เป็ดจะชวนทีม“ถอดบทเรียน” ทุกครั้งหลังทำงานเสร็จ โดย 2 คำถามที่ทีมงานมักได้รับคือ “วันนี้รู้สึกอย่างไรและได้เรียนรู้อะไร” พวกเขาบอกว่า การถอดบทเรียนของอาจารย์ทำให้ได้ฝึกคิด จากช่วงแรกที่ยังไม่รู้จะตอบอะไร พูดได้น้อย ก็ค่อยๆ สะท้อนการเรียนรู้ของตัวเองได้ดีขึ้น มองเห็นว่าควรปรับปรุงงานส่วนไหนให้การทำงานครั้งต่อไปดีขึ้น พัฒนาความกล้าพูด รู้จักรับฟัง และมีความคิดที่เป็นระบบ

การชวนถอดบทเรียน หรือการ Reflection ของอาจารย์เป็ด จึงเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ใช้คำถามกระตุ้นคิดให้ทีมงานได้คิดใคร่ครวญถึงความรู้สึกและประสบการณ์จากกระบวนการทำงาน อันเป็นแนวทางการเรียนรู้แบบ Transformative Learning หรือ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

ซึ่งการ Reflection บ่อยๆ เช่นนี้ ทำให้อุ้มมีโอกาสทบทวนตัวเอง จนรู้ว่าเมื่อก่อนเธอเป็นคนพูดเยอะ แต่ไม่มีระบบการคิด และวางแผนไม่เป็น แต่หลังจากทำโครงการ เธอกลับเปลี่ยนนิสัยป็นคนที่ชอบวางแผน ไม่ว่าจะทำอะไรจะแจกแจงรายละเอียดอย่างชัดเจน กลายเป็นว่าเธอมีความรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ทุกหน้าที่มากขึ้น

นันบอกว่าเธอตรงข้ามกับอุ้มตรงที่เป็นคนพูดน้อย จึงได้ฝึกการพูดมากขึ้น ส่วนที่เปลี่ยนแปลงคือเรื่องความรับผิดชอบเช่นเดียวกับอุ้ม จากการที่ต้องเรียนควบคู่ไปกับการทำโครงการ เพราะการเรียนก็มีการบ้าน การทำโครงการก็มีการประชุม การลงพื้นที่ จึงต้องวางแผนและรับผิดชอบงานทั้งคู่ให้ดีที่สุด

ส่วนวา เล่าว่า เธอเป็นคนพูดน้อย แต่การมาทำโครงการนี้ทำให้เธอได้รับเลือกจากเพื่อนๆ ที่ชมรมมุสลิมให้เป็นประธานชมรม เพราะมองเห็นศักยภาพของเธอ วาจึงได้ฝึกฝนเรื่องการแบ่งเวลา และฝึกการพูดของเธอด้วย

ด้านพลอยที่เป็นตัวหลักในการทำงาน Photo Story บอกว่า บทบาทในการรับผิดชอบงานดังกล่าวทำให้เธอรู้จักการแบ่งเวลามากขึ้น จากเดิมที่ทำงานสไตล์นึกอะไรออกก็ทำก่อน ทำให้งานที่นึกไม่ออกต้องตกหล่น แต่ตอนนี้เธอจะคอยจดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันลงสมุด เพื่อเรียงลำดับสิ่งที่ควรทำก่อนหลัง และทำให้จัดการเวลาได้ดีขึ้นมาก

แคมป์ เล่าว่า ตัวเองเคยเป็นเด็กที่มีชีวิตแค่ไปเรียนแล้วกลับบ้าน ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้อง อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม แต่การมาทำโครงการนี้ ทำให้เขาได้ “ทลายกรอบ” เหล่านั้น กลายเป็นคนที่กล้าพูดมากขึ้น กล้าออกไปพูดหน้าชั้นเรียน แล้วยังได้ฝึกกระบวนการคิดในการแสดงความคิดเห็น การตอบคำถาม และได้ฝึกทักษะการนำสอนหน้าชั้นเรียน

การทำโครงการยังทำให้แคมป์เข้าใจแม่ที่เป็นนักวิจัยชาวบ้านมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่มักคัดค้านเวลาแม่จะไปทำกิจกรรมก็เปลี่ยนความเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องในชุมชนของเขา และแคมป์เองก็ควรเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลบ้านเกิดต่อไปเหมือนที่แม่พยายามทำ

นอกจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับการใช้ชีวิตของตัวเองแล้ว พวกเขายังเปลี่ยนแปลงความเข้าใจต่อความเป็นครูไปด้วย อย่างแรกที่พวกเขาบอกตรงกันคือ “การจัดการ”เพราะงานของครูในโรงเรียนไม่ได้มีแค่การสอนนักเรียน แต่ยังมีการจัดการเอกสารหลายเรื่องที่จำเป็นต้องทำ ต่อมาคือ “เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน”คนเป็นครูจึงต้องอดทนและเรียนรู้ความแตกต่างนี้ และหาวิธีการเข้าหาเด็กที่เหมาะสม เช่น การใช้คำพูด การวางตัว วิธีการสอน และเรื่องสุดท้ายคือ “เด็กคือคนๆ หนึ่ง ที่มีมิติในชีวิตหลายด้าน การสอนเด็กแค่ความรู้ในตำราไม่เพียงพอต่อเด็ก ครูต้องสอนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมารยาท บุคลิกภาพ และศีลธรรมความดี ครูที่แท้จริงจึงต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต"

บทเรียนจากการทำโครงการสื่อสร้างสรรค์การเรียนรู้สู่โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด ภายใต้การเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นเหมือนบทเรียนจำลองให้ทีมงานได้ฝึกมือก่อนออกไปผจญภัยในโลกกว้างของชีวิตและโลกของวิชาชีพครู ซึ่งไม่ใช่การก้าวออกไปด้วยความเสี่ยง หากแต่เป็นความพร้อม ทั้งความเข้าใจถึงรากของปัญหา ความคิดและทักษะในการทำงาน การจัดการ การแก้ปัญหา และสำนึกที่ของความเป็นครูที่มองเห็นความเป็นปัจเจกบุคคลของเด็กที่มีความต้องการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ซึ่งพวกเขาเรียนรู้และเข้าใจไปจนถึงหัวใจจากการลงมือทำนั่นเอง


โครงการสื่อสร้างสรรค์การเรียนรู้สู่โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด

ที่ปรึกษา :

  • ผศ.วรลักษณ์ กรรณวัฒน์

ทีมงาน

  • ชยุตพงศ์ สาระกุล 
  • ณัฐพร ผลทรัพย์
  • นันทนัช ลำไยเสาวรส
  • พรประภา เอี้ยงชะอุ่ม
  • อัลวาริส บอสู