การเรียนรู้ผ่านโครงการเพื่อชุมชน (PBL) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์บ้านหนองโสน จังหวัดเพชรบุรี ปี 3

การลงมือทำงานเพื่อชุมชนกับผู้คนหลายเพศ หลายวัย หลายสถานการณ์ รวมถึงการหนุนเสริมจากทีมโคชที่ชวนคิดใคร่ครวญถึงผลดี ผลเสียที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการ รวมถึงการฝึกทักษะการฟัง คิด ถาม เขียน ได้เปลี่ยนเด็กเรียนที่อยู่ในกรอบ เชื่อมั่นในตำรา ไม่เคยคิดทำอะไรเพื่อผู้อื่น ให้เปลี่ยนพฤติกรรม กลายเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ มีความรับผิดชอบ รู้จักรับฟังผู้อื่น ใจเย็น มีเหตุมีผล และรู้จักทำเพื่อคนอื่นมากขึ้น

เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

การช่วยรุ่นพี่ทำโครงการปีที่แล้ว ทำให้ ฝน-ดวงธิดา ผาชมภู นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี เห็นโอกาสในการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง ปีนี้เมื่อโอกาสเวียนมาอีกครั้ง เธอจึงรีบคว้าไว้ทันที ชวนเพื่อนๆ ทำโครงการประวัติศาสตร์กับความสุขบ้านหนองโสน แต่เพราะใช้เวลาทำงานต่อเนื่องนานหลายเดือน ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับเวลาชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยบางส่วน ทีมที่เคยร่วมงานค่อยๆ หายไป เหลือฝนอยู่เพียงคนเดียว

ด้วยใจมุ่งมั่นที่อยากเรียนรู้ ฝนพยายามแก้ไขปัญหา เลียบๆ เคียงๆ ถามเพื่อนร่วมชั้นเรียน ไนน์-จิตตินาถ ป้อมศรี และ รี่-จิดาภา นะวะระ ที่เห็นอาการเครียดของเพื่อนจึงตัดสินใจเข้ามาเสริมทีม ด้วยเหตุผลสั้นๆ เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของเพื่อนที่บอกว่า แม้จะเหลือคนเดียวก็จะไม่เลิกทำ จึงเข้ามาช่วย โดยตอนแรกคิดว่าเป็นกิจกรรมสั้นๆ เหมือนไปเข้าค่าย ทำ 3-4 วันก็จบ แต่พอลงมือทำจริงก็ลากยาวมาหลายเดือน

ไนน์ บอกว่า จริงๆ เธอสนใจโครงการนี้อยู่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นสมัครไม่ทัน เพราะปกติเธอทำงานให้สโมสรนักศึกษาอยู่แล้ว เพราะคิดว่าการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ในห้องอย่างเดียว การทำกิจกรรมก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ทำให้เธอรู้จักตนเองมากขึ้น รู้จักคนอื่นมากขึ้น เป็นโอกาสในการเพิ่มศักยภาพให้ตัวเอง

เมื่อมีทีมงานใหม่เข้ามา ทำให้งานที่เคยหยุดชะงักเริ่มเดินหน้า เพราะเพื่อนที่เข้ามาเสริมมีความถนัดเฉพาะด้านที่สามารถเติมเต็มกันได้พอดี คือ รี่ถนัดงานวิชาการ ไนน์ถนัดเรื่องการทำสื่อ ส่วนฝนถนัดเรื่องการลงชุมชน ซึ่งกว่าจะลงตัวเรื่องทีมก็มาถึงเวทีนับ 4 ที่เป็นเวทีติดตามความก้าวหน้าและสรุปบทเรียนการทำโครงการร่วมกันของเครือข่ายเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก เมื่อพี่ๆ ทีมโคชให้ทบทวนโครงการของตนเอง แต่ก็ต่อไม่ติด เพราะทิ้งช่วงไปนาน

จากวิกฤติกลายเป็นโอกาสให้ทีมได้คิดใหม่ ทำใหม่ แม้จะเครียดเพราะเห็นงานของกลุ่มอื่นๆ คืบหน้าไปไกลแล้ว แต่เมื่อได้ใช้ความคิดจดจ่อกับโครงการ จึงค่อยๆ เชื่อมโยงความคิดได้ว่า น่าจะศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของชุมชนหนองโสน ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังมหาวิทยาลัย แต่เมื่อออกแบบการทำงาน พบว่าต้องให้คนในชุมชนรวมตัวกันเล่าประวัติความเป็นมา ฝนซึ่งเคยลงชุมชนนี้มาก่อนจึงเห็นข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อการทำงานของทีม เนื่องจากบริบทชุมชนเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ การรวมคนจึงทำได้ยาก ทีมโคชจึงให้ทีมงานคิดต่อว่า ในชุมชนมีจุดเด่นอะไร เช่น สิ่งแวดล้อมดีไหม อาหาร ขนมที่ขึ้นชื่อมีหรือไม่

ด้วยจิตใจมุ่งมั่นอยากทำโครงการ แม้จะมีปัญหาอุปสรรคก็พยายามแก้ไข กระทั่งเพื่อนเห็นความพยายามจึงเข้ามาช่วยเหลือจนรวมทีมทำงานใหม่ได้ ส่วนทีมโคชเองที่ไม่ปล่อยผ่านปัญหา พยายามประคับประคองการเรียนรู้ระหว่างทางให้ทีมก้าวข้ามปัญหาต่างๆ จนทีมเริ่มต้นทำโครงการได้เหมือนเพื่อนโครงการอื่น

เข้าหา เข้าถึง เข้าใจ

คำถามจากทีมโคช กลายเป็นโจทย์ให้ทีมงานคิดอยู่ในใจทุกครั้งเมื่อลงพื้นที่ พยายามเสาะแสวงหาของดีที่มีอยู่ในชุมชน สิ่งที่พบคือ ชีวิตบ้านๆ ที่คล้ายกับบ้านตนเองไม่มีจุดเด่นอะไร ไม่มีอะไรน่าสนใจ เพราะชุนชนหนองโสนเป็นชุมชนเล็กๆ ประมาณ 20 หลังคาเรือนที่เงียบสงบ มีผู้สูงอายุเยอะ ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย คนที่ทำอาชีพเกษตรจะปลูกอ้อย ทำนา เลี้ยงวัว ส่วนคนหนุ่มสาวไปทำงานในเมือง ภายใต้ความเรียบง่ายที่พบเจอในชุมชน ก็ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของการใช้ชีวิตระหว่างนักศึกษากับชาวบ้าน ยิ่งเมื่อไปพบลุงกับป้าที่ใช้ชีวิตพอเพียงในบ้านที่เพียบพร้อมด้วยพืชพรรณนานาชนิด พึ่งพาตนเองกระทั่งการเผาถ่าน ทำให้รู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านี้น่าจะผลิตเป็นสื่อเผยแพร่ให้นักศึกษาได้รับรู้ เพราะมหาวิทยาลัยอยู่ติดชุมชน จึงควรรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้

“ตอนแรกที่ไปสัมภาษณ์ คนในชุมชนบอกว่า นักศึกษามาสร้างความเดือดร้อนให้เขา ทั้งเสียงดัง ขับรถเร็ว โดยผู้สูงวัยมองว่า วัยรุ่นน่ารำคาญ วัยรุ่นเองก็มองว่า ชุมชนหนองโสนเป็นชีวิตแบบบ้านๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ทีมกลับเห็นว่า นักศึกษาที่เข้ามาเรียนที่นี่ควรได้รู้จักชุมชนใกล้เคียง เพื่อเปิดมุมมองในเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง จึงตั้งใจจะถ่ายทำวิถีชีวิตของลุงกับป้า เล่าเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ผ่านรายการโทรทัศน์ของมหาวิทยาลัย” ฝน อธิบายแนวคิดการถ่ายทำวิดีโอ

ทั้งนี้ก่อนลงพื้นที่ถ่ายทำ ทีมงานได้จัดทำโครงร่างวิดีโอไว้ แต่สภาพความเป็นจริงกับสิ่งที่คิดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ภาพเปิดเรื่องตั้งใจจะถ่ายทุ่งดอกโสนซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน ก็ไม่มีต้นโสนเลยสักต้น ภาพที่ถ่ายทำมากว่า 400 ภาพในครั้งแรกๆ ของการลงพื้นที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ เพราะไม่สอดคล้องกับเนื้อหาที่กำหนดไว้ จึงต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ โดยทำแผนการถ่ายทำอย่างละเอียดมากขึ้น แต่กระนั้นเมื่อนำมาตัดต่อเพื่อนำเสนอในเวทีนับ 5 การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก และเรียนรู้เรื่องการมองโลกเชิงระบบ ก็เกิดความผิดพลาดเพราะลืม save ไฟล์ที่ตัดต่อเสร็จแล้ว สิ่งที่ทำไว้หายไปหมดจนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

การลงพื้นที่ไปมาอยู่บ่อยๆ ดูคล้ายจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา แต่กลับเป็นสิ่งเติมเต็มชีวิตที่เงียบเหงาของผู้เฒ่า 2 คน ที่ใช้ชีวิตลำพัง การชวนพูดชวนคุยของทีมงานที่แวะเวียนไปถามไถ่ช่วยคลายความเหงาทำให้ผู้สูงอายุชีวิตมีชีวา สร้างความผูกพันจนทีมงานเองก็อดห่วงใยต่อสภาพของการดำเนินชีวิตเพียงลำพัง ยังทำให้ทีมงานคิดเชื่อมโยงไปถึงครอบครัวตนเอง ไม่อยากให้คนในครอบครัวมีชีวิตเหงาๆ แบบนี้

นอกจากนี้ทีมงานยังชักชวนให้เพื่อนๆ นักศึกษาลงพื้นที่ร่วมกัน เพื่อหวังว่า เพื่อนๆ จะได้ซึมซับวิถีชุมชน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกคุ้นเคยกับนักศึกษามากขึ้น นักศึกษาเองก็ได้รู้จักชุมชน เมื่อมีการไปมาหาสู่กันมากขึ้น ความรู้สึกไม่ชอบที่นักศึกษาเสียงดัง ขับรถเร็ว ที่เคยมีอยู่ก็เริ่มจางไป และยอมรับการอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันมากขึ้น

เปลี่ยน...ที่ตนเอง

เมื่อทุกคนในทีมทำงานอย่างเต็มที่เอาใจมารวมกัน แม้จะมีความพลาดพลั้งระหว่างการทำงานก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ทีมท้อแท้ ด้วยเห็นว่าการทำงานเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาศักยภาพของตนเอง รี่เด็กเรียนที่เคยอยู่แต่ในกรอบ เล่าว่า ตนเองเปลี่ยนไปมาก เพราะเดิมเป็นคนที่ยึดติดกับตำราจนไม่ฟังใคร คิดแค่ว่าเรียนมาอย่างนี้ ถูกต้องแล้ว กิจกรรมอะไรก็ไม่สนใจทำ คิดว่ามันเหนื่อย จะลงแรงทำทำไม ทำแล้วไม่เห็นได้อะไร แต่เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ที่ทีมโคชให้เปลี่ยนกลุ่มเรื่อยๆ ทำให้เธอได้รับฟังคนอื่นมากขึ้น

“รู้สึกว่าบางครั้งบางสิ่งที่เราคิดมันไม่ได้ถูก บางครั้งฝนคิดในสิ่งที่หนูมองข้ามไป หนูก็ว่าดี ได้เจอคนใหม่ๆ เจอความคิดใหม่ๆ แปลกๆ แล้วหนูก็ชอบ เหมือนเราได้เรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้เราพัฒนาเรื่อยๆ” รี่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตนเองโดยย้ำชัดว่า กิจกรรมที่ส่งผลต่อตนเองอย่างมากคือ การ check in เวลาไปเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการฯ ที่ได้รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น โดยเฉพาะน้องๆ ที่เรียนระดับมัธยมศึกษาที่มีความคิดดีๆ มาแลกเปลี่ยนให้เธอรู้สึกทึ่งทุกครั้งที่ได้รับฟัง

“หนูเป็นคนไม่ค่อยพูด เพราะก่อนหน้านี้เวลาเราแสดงความคิดเห็นออกไป เหมือนคนอื่นเขาก็ไม่รับฟังเรา เหมือนตัวเราไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่โครงการนี้ทำให้หนูกล้าคิด กล้าพูดมากขึ้น และทำให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น ถ้าเราจบไปทำงาน หัวหน้าสั่งงานเรา เราก็คงไม่ได้ชอบไปทุกงาน แต่มันคือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาแล้วเราต้องทำให้เสร็จและทำให้ดีที่สุด งานนี้ทำให้เราใจเย็นมากขึ้น มีเหตุมีผลมากขึ้น” ไนน์เล่า โดยเสริมว่า การได้ทำสื่อคือ การเติมเต็มความฝันที่เคยอยากเรียนนิเทศศาสตร์ของตนเอง อีกทั้งยังช่วยเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

ไนน์ บอกว่า เธอเป็นคนทำงานหาเงินใช้เองมาตั้งแต่เด็ก คิดว่าทำงานแล้วต้องได้เงิน ถ้าทำงานแล้วไม่ได้เงินจะทำไปทำไม และคิดว่าการทำงานเพื่อสังคมมีจริงหรือ มื่อลงมือทำก็ได้คำตอบว่า ทุกคนทำเพื่อสังคมได้จริงๆ

ส่วนฝน บอกว่า ตนเองเป็นคนโผงผาง พูดจาไม่ไพเราะ พูดไม่คิด ชอบพูดคำหยาบ การร่วมงานในโครงการกลายเป็นการขัดเกลานิสัยตรงเกินไปของเธอให้อ่อนโยนมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเอง มหาวิทยาลัย และชุมชน กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ได้ทบทวนตนเองว่า เมื่อก่อนจะทำอะไรก็คิดถึงแต่ตนเอง ไม่เคยคิดว่าการทำเพื่อคนอื่นเป็นอย่างไร แต่เมื่อได้สัมผัสถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่คนรอบข้างแล้วก็รู้สึกภูมิใจ ทำให้เวลาคิดทำอะไรจะต้องวางแผนโดยคิดถึงผลกระทบหรือประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้อื่นด้วย

รี่ยังได้สะท้อนเพิ่มเติมว่า ประสบการณ์จากการทำโครงการได้ย้อนไปช่วยในเรื่องการเรียนได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการคิดอย่างเป็นระบบ และการจัดการภาระงานต่างๆ แม้กระทั่งการทำงานกลุ่มจากเดิมที่เคยเป็นผู้กำหนดบทบาทหน้าที่ของคนอื่น ก็เปลี่ยนเป็นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อนได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ทำให้รี่ตาสว่าง

“มีวิชาเรียนแบบโต้วาที จากเมื่อก่อนเราจะเป็นคนเตรียมข้อมูลทุกอย่างให้เพื่อนพูดแบบนั้นแบบนี้ แต่คราวนี้เปิดโอกาสให้เพื่อนคิดเอง แล้วมาช่วยกันดู กลายเป็นว่า สิ่งที่เพื่อนคิดมาดีกว่าเราอีก”

แม้จะไม่รู้ชัดว่า ผลลัพธ์จากการทำโครงการจะสร้างผลสะเทือนต่อเพื่อนๆ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการมากน้อยเพียงใด แต่ผลที่เกิดขึ้นกับทีมงานแต่ละคน คือ การเปลี่ยนแปลงมุมมอง ทัศนคติ และพฤติกรรมของตนเองอย่างถอนรากถอนโคน การได้ลงมือทำงานรับใช้ชุมชนทำให้ทีมงานได้รับประสบการณ์ตรงจากผู้คนและสถานการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ได้คิดใคร่ครวญทบทวนตนเอง จนเห็นจุดดี จุดด้อยที่ต้องปรับปรุง และดำเนินการเปลี่ยนแปลงตนเองให้พร้อมก้าวไปสู่ชีวิตการทำงานต่อไป


โครงการประวัติศาสตร์กับความสุขบ้านหนองโสน

ที่ปรึกษา : 

  • รศ.ดร.พิทักษ์ ศิริวงศ์

ทีมงาน :

  • จิตตินาถ ป้อมศรี 
  • จิดาภา นะวะระ
  • ดวงธิดา ยาชมภู

­