เริ่มต้นเป็นอาสา ใครๆก็ทำได้ ใน“โรงพยาบาลมีสุข”

การทำงานอาสาสมัครเป็นการยกระดับจิตใจช่วยขัดเกลาตนเอง ที่ก่อให้เกิดคนดี กิจกรรมดีและสังคมดีตามมา และเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นได้แม้ในพื้นที่แห่งการเจ็บป่วยและความทุกข์ในโรงพยาบาล เป็นนวัตกรรมด้านการให้บริการสุขภาพที่มีกลไกจิตอาสาของอาสาสมัครจากบุคคลภายนอกมาช่วยเติมเต็มช่องว่างการให้บริการสุขภาพของโรงพยาบาล จนก่อให้เกิดความร่วมมือทำเพื่อผู้ป่วย ดังเช่นรูปธรรมที่ในหอเด็กป่วยของโรงพยาบาลเด็ก พื้นที่ดำเนินการนำร่องของ โครงการโรงพยาบาลมีสุข โดยมูลนิธิกระจกเงา

กรวิกา ก้อนแก้ว หัวหน้าโครงการโรงพยาบาลมีสุข เล่าว่า แนวคิดเรื่องอาสาสมัครจากภายนอกที่เข้ามาหนุนเสริมในโรงพยาบาลมีสุขนั้นมาจากข้อเท็จจริงที่ทำให้เชื่อได้ว่า สภาพการดำเนินงานภายในปัจจุบันนี้ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดในระบบการให้การรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณของคนไข้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากนโยบายหลักประกันสุขภาพ ในขณะที่จำนวนแพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์มีปริมาณลดน้อยลง(ออกนอกระบบ) จิตแพทย์ท่านหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในโรงพยาบาลในชนบทแห่งหนึ่งบอกกับเราว่า เขามีเวลาให้กับการรักษาคนไข้ของเขาคนละ 3 นาที ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามว่า สถานการณ์การรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลกำลังเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติ หรือว่า เรากำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤติแล้ว

นอกจากประเด็นเรื่องความไม่สอดคล้องกันระหว่างปริมาณบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยแล้ว ความคาดหวังของฝ่ายนโยบายที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์ไปสู่ "การบริการทางการแพทย์ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์" ซึ่งแน่นอนว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลบางแห่ง และ นโยบายด้านคุณภาพการบริหารทางการแพทย์ ดูจะขัดแย้งกันในตัว แต่อย่างไรก็ตาม มีกุญแจอยู่ดอกหนึ่งที่มีผู้ไขปริศนาที่ยากลำบากนี้ได้แล้ว กุญแจดอกนั้นคือ "อาสาสมัคร"

ในประเทศไต้หวัน เกิดขบวนการอาสาสมัครขนาดใหญ่(นับล้านคน) ภายใต้การบริหารของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ซึ่งกิจกรรมหลักขององค์กรแห่งนี้ คือโรงพยาบาลที่ให้การรักษาแก่ผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ อาสาสมัครจำนวนมากที่เป็นทั้งแพทย์ พยาบาล ศิลปิน นักบริหาร ฯลฯ ได้ช่วยกันทำให้ไม่มีใครถูกโดดเดี่ยวทางจิตวิญญาณ และผู้ป่วยรู้สึกเหมือนตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวเผชิญหน้ากับความเจ็บไข้นั้นโดยลำพัง ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการนั้นมิใช่เพียงแค่การรักษาพยาบาลทางการแพทย์เท่านั้น แต่เขาต้องการการเยียวยาทางจิตวิญญาณด้วย

อาสาสมัครในโครงการโรงพยาบาลมีสุข จึงมีความสำคัญยิ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนและทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กลดความทุกข์จากความเจ็บป่วย จากสภาพผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่ มักมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเพราะการต้องอยู่โดยปราศจากการดูแลและเอาใจใส่ของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด การต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เคร่งครัดของทางโรงพยาบาล ภาวะความซึมเศร้าและความกดดันย่อมมีผลเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มุมหนังสือและมุมของเล่นที่ทางโรงพยาบาลได้เคยมีจัดไว้เพื่อความรื่นเริงใจ เมื่อนานวันเข้า สิ่งของเหล่านี้ก็เก่า ก็พัง จนไม่สามารถใช้งานเพื่อการสร้างความสุขของเด็กๆที่เจ็บป่วยเหล่านี้ได้อย่างที่ควรจะเป็น

โครงการโรงพยาบาลมีสุข จึงใช้กิจกรรมต่างๆเป็นสื่อทำให้เด็กได้เรียนรู้และลืมความเจ็บป่วย และการจัดกิจกรรมนันทนาการจะทำให้เด็กได้รับความเพลินเพลิน ลดความกลัว ความเครียดและสามารถมีพัฒนาการต่อไปได้อย่างสมวัย ส่วนตัวผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเองก็จะมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่มากขึ้นเกิดร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพเด็กและตนเอง

กิจกรรมใน “โครงการโรงพยาบาลมีสุข” แบ่งตามความเหมาะสมใน 2 พื้นที่ได้แก่ ในห้องสันทนาการ โดยอาสาสมัครจะเข้าไปชวนผู้ป่วยเด็กมาร่วมทำกิจกรรม หากสามารถทำกิจกรรมในห้องสันทนาการได้ และจะจัดเตรียมกิจกรรมที่ล้วนสร้างความสุขและเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตามเตียงผู้ป่วยโดยอาสาสมัครจะเข้าไปทำกิจกรรมกับผู้ป่วยเด็ก หากไม่สามารถร่วมกิจกรรมได้ในห้องสันทนาการ โดยจะเน้นการทำกิจกรรมที่สามารถทำได้สะดวกและเลือกทำกิจกรรมต่างๆที่เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละโรค เช่น โรคหัวใจอาจจะออกแรงมากไม่ได้ อาสาสมัครก็ต้องหากิจกรรมเพิ่มความสุขที่เหมาะสมแก่เด็ก โดยลักษณะของกิจกรรมทั้งในห้องสันทนาการและตามเตียงผู้ป่วยนั้น ยังได้ออกแบบให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย อาทิ กิจกรรมทั่วไป เหมาะกับผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กเล็ก เช่น สอนวาดภาพ ระบายสีด้วยสี งานประดิษฐ์ สอนการพับกระดาษเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ฟังนิทานเพลง การเล่านิทานมีนิทานหุ่นมือ หุ่นนิ้ว ฯลฯ หรือ กิจกรรมสำหรับเด็กโต โดยผู้ป่วยเด็กซึ่งมีอายุประมาณ 12-13 ปี กำลังเข้าสู่วัยรุ่นแต่ต้องได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล กิจกรรมพื้นฐานหรือกิจกรรมทั่วไปอาจจะไม่เหมาะกับพวกเขา เด็กโตจะมีภาวะเครียดมากกว่าเด็กเล็ก รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร รู้ว่าวันนี้พ่อแม่คงไม่มา รู้ว่าตนเองต้องอยู่โรงพยาบาลอีกนาน หรือรู้ว่าเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ ระยะแรกจึงนำกิจกรรมทั่วไปเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับเด็กกลุ่มนี้ก่อน และค่อยๆนำกิจกรรมพูดคุยแบบเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าอาสาสมัครเหมือนเป็นคนในครอบครัว ทำให้เด็กได้ระบายความตึงเครียดลดลง และออกแบบกิจกรรมร่วมกัน

โดยกิจกรรมต่างๆเหล่านี้แม้จะเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่อาสาสมัครเข้าไปทำกิจกรรมกับเด็กป่วยในโรงพยาบาล แต่ทำให้เด็กป่วยลืมความเจ็บป่วยไปได้ชั่วขณะหนึ่งอาจจะดูเป็นช่วงเวลาแค่เสี้ยวแต่อย่างน้อยความสุขที่เพิ่มเข้าไปเหมือนกับหยดหมึกที่ค่อย ๆ เติมลงไปเพื่อก่อให้เกิดเป็นความสุขที่แท้จริง เด็กๆที่เข้าร่วมทำกิจกรรมกับพี่ๆอาสาสมัครมีความผูกพัน สนิทสนม ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

หัวหน้าโครงการ กล่าวอีกว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการเข้ามาเป็นอาสาสมัครในโครงการโรงพยาบาลมีสุข เริ่มต้นง่ายๆด้วยความตั้งใจที่จะเป็นอาสา รักเด็ก มีจิตเมตตา เอื้ออารีกับผู้ป่วยและมีความเข้าใจในสภาวะของเด็กป่วยสามารถปรับตัวเข้ากับเด็กๆได้ มีทักษะและศิลปะในการทำงานร่วมกับเด็กป่วยและบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีเวลาลงพื้นที่ทำกิจกรรม โดยโครงการจะมีการปฐมนิเทศและเตรียมความพร้อมให้กับอาสาสมัครใหม่ ว่าต้องทำอะไรบ้าง ให้ข้อมูลว่าเด็กเป็นอย่างไร เพื่อสร้างความเข้าใจก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยอาสาสมัครจะไม่จำกัดอายุ เพศ และมีตั้งแต่ระดับเด็กมัธยมศึกษาไปจนถึงวัยเกษียณ

อาสาสมัครเหล่านี้ยังสามารถทำให้ผู้ป่วยมีความสุขได้จากการทำกิจกรรม ซึ่งวัดได้จากการที่ผู้ป่วยเด็กรอคอยการมาทำกิจกรรมของอาสาสมัครมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม มีการร่วมกันออกแบบกิจกรรมเพื่อเพิ่มความสุข ทำให้ไม่เบื่อ หรือรู้สึกเหงาในการอยู่โรงพยาบาลนานๆ น้องเด็กป่วยได้โทรศัพท์หาพี่ ๆ อาสาสมัครถามความเป็นอยู่ ถามถึงเมื่อไหร่จะเข้ามาทำกิจกรรมกับเขาอีก อยากเจอ อยากพุดคุยด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยเด็กต้องการนั้นก็คือความสุข การมีความสุขนั้นส่งผลให้สภาพจิตใจดีขึ้น ส่งผลทางอ้อมในการรักษาอาการเจ็บป่วยไปในตัว ผู้ป่วยเด็กให้ความร่วมมือในการรักษามากขึ้น

เมื่อคนเราเจ็บป่วยสิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่ยากับหมอเท่านั้น ยังคงปรารถนาไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเข้าใจ มิตรภาพจากคนรอบข้างเฉกเช่นช่วงชีวิตยามปกติ กลไกลการสร้าง “อาสาสมัคร”ในโครงการโรงพยาบาลมีสุข อาจเริ่มต้นด้วยกลุ่มคนเล็กๆที่กำลังสร้างสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อ แต่เชื่อว่าความสุขใจของทั้งผู้ให้และผู้รับเหล่านี้กำลังได้รับการสานต่อและขยายไปสู่วงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

หนังสือและบทความที่คุณอาจสนใจ